วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

At Osotspa, in Ayudhya with the Mexicans


โอ๊ลา
วันนี้ขอเริ่มต้นด้วยการทักทายแบบสเปนๆ
เพราะอยู่กับกลุ่มเม็กซิโกมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว
ในหัวมีแต่เสียงภาษาสเปนรัวๆ เร็วๆ

ช่วงนี้ทำงานมีความสุขขึ้นค่ะ
เพราะได้ทำในสิ่งที่ชอบแล้วก็ถนัด
มากกว่าไอ้ตารางค่าใช้จ่ายเฮงซวยนั่นเยอะ
วันนี้กลุ่มเมคิโก (Mexico - ออกเสียงตามเขาอ่ะ)
จะไปเยี่ยมชมโรงงานโอสถสภาและอยุธยากันค่ะ
นราแหกขี้ตาตื่นตั้งกะตีห้าอีกแล้ววว


ตอนขาออกจากโรงแรมก็ร่าเริงกันดีอยู่หรอก
หลังๆ ค่อยๆเงียบเสียงลง
พอรถตู้วิ่งผ่านม.กรุงเทพ รังสิต เราก็กะจะพรีเซนต์ซะหน่อย
หันกลับไป อ้าว เฝ้าพระอินทร์กันหมดแล้วนี่หว่า ฮ่วย
นราก็ง่วงนะ แต่หลับไม่ได้
เพราะต้องช่วยคนขับรถดูแผนที่
ต่างคนต่างก็ไม่เคยมา ดีนะเนี่ยไม่หลงไปสุพรรณฯ
อาจได้ขนมสาลี่กลับมาแทน
..........................

แต่ในที่สุดก็ไปถึงจนได้อ่ะนะ
โอสถสภา เป็นโรงงานใหญ่โตมโหฬาร หลังคาฟ้าๆเห็นแต่ไกล เลยไม่หลง
วันนี้จะเป็นการบรรยายประวัติของโอสถสภา (เต๊กเฮงหยู) และกลยุทธทางธุรกิจ
กับเดินชมโรงงานนิดหน่อย

ตั้งใจเรียนกันดีค่ะ
ถามคำถามเป็นระยะๆ


พอเขาบรรยายจบแล้ว
นราก็ต้องไปมอบของขวัญให้ในฐานะที่เป็นตัวแทนจากมหาลัย
เป็นตัวแทนที่แขนใหญ่มากค่ะ


ทางโอสถสภามีขนมเลี้ยงด้วย
แถมแจกเอ็มร้อยห้าสิบมาคนละขวด
เชื่อหรือไม่ ว่าเอ็มร้อยฯคือเครื่องดื่มชูกำลังที่รสชาติดีที่สุดในประเทศไทย
จากการทดสอบและวิจัยแบบ Blind Test
รู้หรือไม่ ว่าเครื่องดื่มชูกำลังขวดแรกเกิดที่ญี่ปุ่น
และประเทศไทยคือประเทศที่ดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้ มากที่สุด
คือเฉลี่ยคนละสามสิบสองขวด
วันนี้ได้รู้อะไรที่ไม่เคยรู้มาก่อนเหมือนกัน


ในโรงงานเขาไม่อนุญาตให้ชักภาพค่ะ
เลยได้แต่ถ่ายภาพหมู่ตอนออกมาแล้ว
โดยมีลังลิโพฯเป็นฉากหลัง
ทายสิ นราอยู่ไหนเอ่ย?
หาเจอมีรางวัลนะจะบอกให้ ฮ่าๆ


หมดช่วงเช้า ก็พาเขาไปทานข้าวเที่ยงที่บิ๊กซีแถวนั้น
ก่อนจะไปตะลุยอยุธยาต่อ
บางคนไปกินเอ็มเค
ตอนแรกแปลกใจว่ากินกันเป็นหรือ
มารู้ทีหลังว่า มีคนนึงเคยไปกินแบบนี้ที่จีนมาแล้ว
จึงสามารถพาเพื่อนไปกินเองได้ โดยไม่ต้องเรียกเราไปแปลให้แต่อย่างใด

บางคนไปเคเอฟซี
คุณเอ๋ย ใครจะไปจินตนาการว่าแค่แปลเมนูอาหารมันจะเหนื่อยขนาดนี้
คนนี้จะเอาอย่างนั้น คนนั้นจะเอาอย่างนี้
นี่อะไร นั่นอะไร หมูหรือไก่ เผ็ดไหม
เอานักเก็ตยี่สิบชิ้นได้ป่าว มันบดล่ะ เหมือนของอเมริกามั้ย
กรูจะไปรู้เหรอ เคยไปแต่ฮ่องกง!!!
กว่าจะช่วยหมดห้าคน นรา หมดแรงพอดี

หม่ำไอสะติมกันเป็นของหวาน
จากซ้ายไปขวา: ลิเวีย เตเร นาร่า และมอนซี (ชื่อจริงเธอชื่อมอนเซอรัต เห็นแล้วนึกถึงชื่อไทย มลศรัตน์ ขึ้นมาทันที)


ถึงแล้ว อยุธยา เมืองเก่าของเราแต่ก่อน
มาเป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย ตื่นเต้นไปกับเขาด้วย
ไม่คิดว่ามันจะใหญ่ขนาดนี้เลย อู้ว้าว
เห็นแล้วก็นึกว่า เออ บรรพบุรุษเราเมื่อก่อนเคยเดิน เคยอาศัยในนี้
ไม่น่าเชื่อเลย ว่ามีประวัติศาสตร์หลายอย่างเกิดขึ้นที่นี่เมื่อนานนมมาแล้ว

วันนี้ฟ้าใส แดดเปรี้ยงดีค่ะ


ไอ้พวกนี้นะ บางทีก็ไม่เข้าใจมันเลย
ทุกคนทราบใช่ไหมคะ ว่าที่เคเอฟซีเนี่ย จะมีเหยือกน้ำให้คุณไปเทใส่แก้วเองได้ตามใจ
คุณๆเหล่านี้จะกลัวน้ำที่ไม่ได้มาในขวดมาก ไม่ยอมกิน
นัยว่ากลัวท้องเสีย ไดอะเรีย ปรู้ดๆ
แต่ตอนไปอยุธยา ซื้อไอติมกะทิมาเลียเล่นได้สบายใจ
เอ้อ เจ๊ไม่เข้าใจมาตรฐานสุขภาพเฮียแกเลย


อุ๊ย นี่ช็อตเด็ดต้องขยาย
นรายืนถ่ายรูปอยู่คนเดียว ตายักษ์นี่ก็ดุ่มๆเข้ามา
โอบมือ แหมะ ไว้บนไหล่ ไอขอถ่ายด้วยเด่ะ
ตกใจเล็กน้อย แต่เข้าใจว่ามันเป็นวัฒนธรรมเขา
เหมือนเป็นท่าบังคับที่ทุกคนต้องเรียนตอนไฮสกูล โอบไหล่101 อ่ะนะคะ
ไม่เชื่อไปถ่ายรูปกับเพื่อนฝรั่งดูก็ได้
ร้อยทั้งร้อย ไม่โอบเอว ก็โอบไหล่ เหอะ เหอะ

สำหรับคนที่คิดจะขู่นราว่า
"อุ๊บ ฝรั่งโอบ เดี๋ยวฟ้องแฟนนรา"
ไม่เป็นไรนะคะ นราแจ้งให้เขาทราบแล้วค่ะ ฮ่าๆ


แต่โอบไหล่นี่ ยังถือว่าธรรมดาเมื่อเทียบกับวันแรกที่เจอกัน
วันที่จะไปวัดพระแก้ว นราไปนั่งรอเขาที่โรงแรม ก็คุยกับอาจารย์เขาไป
ทีนี้ ก็มีหนุ่มลงมาสามคน เขาก็เข้าไปทักทายอาจารย์
ด้วยการเอาแก้มแนบแก้ม
นราก็ลุกขึ้นยืน เช็ดมือ เตรียมเชคแฮนด์เต็มที่
โอ้โห ตั้งตัวแทบไม่ทัน
เฮียคว้ามือได้ปั๊บ
เฮียดึงมือและตัวเราเข้าไปพร้อมกัน
แล้วเฮียก็เอาแก้มมาถูแก้มเรา พร้อมด้วยเสียง จ๊วบ ที่ข้างหูหนึ่งที
ทั้งหมดสามคน สามรอบ
นราใบ้แดกไปพักนึง ก่อนตั้งสติเป็นเจ้าภาพที่ดีต่อไป
ทุกวันนี้ สัมผัสของหนวดเคราที่ไม่ได้โกนของอัลเฟรโด้และเซซาร์
และหนวดเคราเฟิ้มๆของแบงจามิน
ยังตรึงอยู่ในความทรงจำนราอยู่เลย บรึ๋ยยย
.......................

นินทาเยอะละ กลับมาเรื่องอยุธยาต่อ
ตานี่ เห็นคนไทยข้างหน้าเขย่าเซียมซี กะแช้กๆๆ
ก็บังเกิดความสนใจเป็นอย่างยิ่ง หันมาถามว่า นั่นคืออะไร
นราก็อธิบายว่า อ๋อ มันเอาไว้ทำนายดวง
ยูก็เขย่าๆ จนกว่าไม้มันจะหล่นมาอันนึง
แล้วยูก็เอาเลขบนไม้นั่นไปแลกกระดาษทำนายดวง


ปัญหาที่พบคือ คุณๆเหล่านี้จะเขย่าเซียมซีเหมือนเกรงใจ
เขย่าในแนวตั้งเก้าสิบองศา ชาตินึงก็ไม่หล่นหรอกเพ่
นราบอกว่า เออ เขย่าแรงๆก็ได้ เอียงๆหน่อยก็ดี
แล้วก็...ซ่าาาาา
หกออกมาหมดเลย ฮ่าาา
น่ารักมาก เขาหันมาทำหน้าเขินแล้วบอกว่า
"อ่า มันออกมาหมดเลย แล้วไอจะทำไงดี เอาไปแลกหมดนี่เลยเหรอ"
......................

แดเนียล หนุ่มผู้อยากรู้อยากเห็น
คือเฮียแกสนใจอยากทำบุญถวายผ้าห่มองค์พระ
เอ้า นราก็แปลๆๆ เฮียก็ไปจ่ายตังค์ รับพานใส่ผ้ามา
หารู้ไม่ว่าต้องท่องบทสวดถวายผ้าให้พระด้วย
โอ๊ย ทั้งฮา ทั้งน่ารัก
เราคนไทยยังท่องภาษาบาลีไม่ค่อยจะถูกเลย
พ่อหนุ่มนี่ก็ตะกุกตะกัก ถูกบ้างผิดบ้างตามลุงเจ้าหน้าที่ไป
น่ารักค่ะ น่ารักๆ


ก่อนออกจากวัด นราก็สอยกระเป๋ามาสองใบ
ใบละร้อยอ่ะ สองใบต่อได้ร้อยเก้าสิบ
มันเป็นกระเป๋าแบบที่ขายตามมาบุญครองใบละสองร้อย
ทรงคล้ายๆฟักทอง ตูดป่องๆ สะพายไหล่
สีม่วงของเรา สีดำของมาม้า

หลังจากนั้นก็มาต่อกันที่ปางช้าง
ใครจำข่าวที่มีคนทาสีช้างเป็นแพนด้าได้มั่ง
นี่เลย เจ้าช้างน้อยตัวนี้เลย เหยื่ออารมณ์ ก๊ากกก
สังเกตดูดีๆ จะเห็นตายังเป็นวงดำๆอยู่เลยอ่ะ


ช้างน่ารักอ่ะนะ แต่ปางช้างเหม็นง่ะ
อบอวลตลบไปทั่วลานช้างเลย กลิ่นลาเวนเดอร์เนี่ย
แต่ไม่เห็นฝรั่งบ่นนะ สงสัยชอบ
ไว้นราจะสกัดน้ำมันหอมกลิ่นช้างเน่าไปขายฝรั่ง
อืมมม รวยๆ
........................

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากคณะนศ.เม็กซิโกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
1. คนเม็กซิโกไม่จำเป็นต้องนอน: พวกนี้ปาร์ตี้หนักมาก กล่าวคือ เรียนแปดโมงครึ่งถึงสามโมงครึ่ง กลับโรงแรม หกโมงออกไปเที่ยวคลับ กลับโรงแรมตีสี่ เจ็ดโมงเตรียมตัวมาเรียน ไม่น่าเชื่อแต่มันคือเรื่องจริง ท่านอาจจะแย้งว่า โด่ย คนไทยตั้งเยอะก็ทำอย่างนั้นได้ แต่จุดที่ไม่เหมือนกันคือ แม้จะเมาค้างและง่วงนอน ชาวเม็กซิกันเหล่านี้ก็ยังมาเรียน และไม่หลับในห้องเรียนด้วย

2. การเรียนในชั้นเรียนแตกต่างจากเด็กไทยโดยสิ้นเชิง เด็กไทยจะตั้งหน้าฟังสิ่งที่อาจารย์พูด จด และเมื่อหมดคาบหลังประโยคยอดฮิตของอาจารย์ "มีคำถามอะไรไหม" ก็จะเงียบกริบราวป่าช้าร้าง แต่สำหรับเด็กเม็กซิกันแล้ว เขาจะถามทันทีที่สงสัย เรียนมาแล้วประมาณหกวิชา ยังไม่มีวิชาไหนที่ไม่มีคนยกมือถามเลยสักกะที บางทีถามจนกลายเป็นการ Discuss ไปเลย

3. ยึดติดกับสิทธิที่สมควรจะได้รับอย่างยิ่ง และทำอะไรตามใจอยู่เล็กน้อย เช่น นึกอยากจะดวดเบียร์ในรถตู้ ก็บอกให้จอดตรงเซเว่น อ่ะไอ้เราก็ตามใจ ผ่านไปแป๊บนึง เฮ้ย มันเอาอีกแล้ว เบียร์หมดๆ จอดหน่อยๆ ต้องบอกให้อาจารย์เขาลงไปจัดการ เพราะเราเอาไม่อยู่ เขาจะพูดแต่ว่า ไม่เป็นไรหรอกน่า นิดนึงนะๆ
...........................

ใบตองจ้า
นรายังไม่ได้เล่นซิมสามเลยอ่ะ
มีแผ่น(ผี) แต่ลงแล้วเล่นไม่ได้
ใบตองเล่นยัง สนุกมั้ย

หมูหวาน
ยินดีด้วยที่กลับมาแล้ว มีของฝากป่ะ
ว่างๆไปตระเวนกินกันเหอะ



วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552

My Virtual Garden

หายไปนานเลย
ช่วงนี้งานเยอะมาก ยุ่งวุ่นวายทุกวัน
แม้แต่ข้าวเช้ายังต้องซื้อใส่กล่องขึ้นมากินข้างบน
โอ้ ชีวิตศรี
ช่วงนี้โทรมมาก เหนื่อยกับงาน ทรมานกับชีวิต
อีกสามเดือนก็ไปแล้ว
เฮ้อ
.......................

จริงๆอยากจะอัพเรื่องกีวีชีสพายที่เพิ่งทำไปอาทิตย์ก่อน
แต่ลืมโอนย้ายรูปมาใส่ในโน้ทบุ๊ก
ไว้เอนทรี่หน้าแล้วกันนะคะ

วันนี้มาดูสวนผักผลไม้ของนรากันดีก่า
อ๊ะๆ ไม่ใช่ของนราหรอก ของจัสตินเขาน่ะค่ะ
จัสตินตัวเขียวเพราะเป็นมนุษย์ต้นไม้
เกิดจากการพ่นยาฆ่าแมลงใส่ต้นไม้เยอะๆ
เลยโดนสาป พ่นอยู่ดีๆก็ บุ้มมม กลายร่างเป็นแบบนี้ซะละ

จัสตินมีบุตรหนึ่งคน
เป็นอะไรที่เยี่ยมยอดมาก คือไม่ต้องท้อง
แค่ใช้คำสั่ง "งอกต้นเบบี๋" บุตรก็จะปู๊ดออกมา
เดินได้เลยทันที จากเด็กโตเป็นผู้ใหญ่ทันที
และที่แจ๋วสุดคือ ค่าทักษะต่างๆจะเท่ากับคนที่ให้กำเนิดทุกประการ


นรามันพวกมือร้อน
ปลูกอะไรก็ไม่ค่อยรอด เห็นงอกงามอย่างเดียวคือถั่วเขียว
เม็ดเป้งๆ หยั่งกะเห็บหมาแน่ะ
เพื่อสนองสิ่งที่ขาดนี้ นราเลยทำสวนในเกมซิมส์สอง
ปลูกส้ม มะนาว แอปเปิลอย่างละต้น
และลงผักผลไม้ล้มลุกเวียนๆกันไปค่ะ


นานนะกว่าจะปลูกให้มันออกมางอกงามได้เนี่ย
แรกๆก็ตายบ้าง ลูกออกมาสีซีดๆแห้งๆบ้าง
คือสีผลไม้จะเข้มขึ้นตามความแข็งแรงงอกงามของต้นไม้ค่ะ

นี่มะเขือม่วง
มองไม่ค่อยเห็นหรอก เพ่งหน่อยแล้วกัน
สีม่วงเข้มสวยเชียว


ส้ม มะนาว แอปเปิล จะหยุดโตในฤดูหนาว
กว่าจะออกลูกก็น้านนาน
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับจัสตินผู้มีเหรียญรางวัลทำสวนสีทอง
อั๊งอ่างงง (ขอเลียนแบบหนูแนนหน่อยนะ)
มะนาวเอาไปคั้นแล้วดื่มจะลดอุณหภูมิร่างกายตอนหน้าร้อน
ส่วนแอปเปิลไม่รู้ แก้หิวเฉยๆมั้ง




ตอนนี้มะเขือเทศกำลังสุก
ต้นแรกสีซีดไปหน่อย ลืมดูแลไปนิดนึง ฮ่าๆ
แต่ต้นข้างหลังลูกสีแดงน่าหม่ำจริงจริ๊ง


ผัก ผลไม้พวกนี้เอามาปั่นรวมกันได้หลายเมนูด้วยนะเอ้อ

เห็นสวนเขียวๆก็ชื่นใจ เพราะบ้านตัวเองไม่มีแบบนี้
วันจันทร์ที่แล้ว เล่นตั้งกะเก้าโมงยันสามทุ่ม ฮ่าๆ
ใช้วันหยุดได้คุ้มค่าจริงๆ


วันจันทร์นี้ นราต้องเริ่มเดินสายดูแลกลุ่มเม็กซิโกแล้ว
เขาจะไปวัดพระแก้วกัน
โหย ไปจนเบื่อแล้วอ่ะ ร้อนล่วย
แต่ภาระหน้าที่ย่อมหลีกเลี่ยงไมได้
นรา..สู้ชีวิต
วันจันทร์ใครไปวัดพระแก้วอย่าลืมชะเง้อมองหานราล่ะ
ดูแลกลุ่มนศ.เม็กซิกัน สิบห้าคนนนน
แอร๊กกก
..........................

ใบตองจ้า
แมวน่ารักเน้อๆ
เราไปทีไรก็ชอบตะกายเข้ามานอนในตักล่ะ
ขอแสดงความยินดีในวันรับปริญญาล่วงหน้านะคะ

หนูแนน
แมวหน้ามันโง่ๆหละแนน
เหมือนเอ๋อๆ
แล้วตั๋วเครื่องบินหรือยังเนี่ย ระวังไม่ได้กลับบ้านนะ

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Voice from the Kittens' Owner


สวัสดีค่ะ
มาอัพอีกแล้ว
มีบางคนสงสัยว่างานการไม่ทำหรือไง
บอกว่ายุ่งๆ แต่อัพบล็อกวันเว้นวัน
พอดีได้รับเกียรติจากแขกกิตติมศักดิ์ค่ะ
วันนี้จะไม่ใช่ผลงานการเขียนบล็อกของนรา
แต่เป็นของแฟนนรา
(หายากนะเนี่ย)
และประสบการณ์สู้รบตบแปะกับลูกแมวของเขา
เชิญทัศนาได้ ณ บัดนี้ๆๆๆ (เอ็กโค่เยอะๆ)
...............................



ถึงหมูที่หน้าอ้วน
เราจะเขียนถึงลูกแมวของเรานะ ตั้งแต่ที่เรารู้ว่านังจ่อยมันท้องกับแมวที่ไหนก็ไม่รู้ เราได้เห็นฉากเลิฟซีนที่บนหลังคาบ้านตอนเรานอนกลางวัน 2 ฉาก ไม่คิดว่ามันจะท้องด้วยซ้ำ เพราะเราพยายามขัดขวางทุกวิถีทาง โดยการหาสิ่งของมาขว้างปา แล้วก็เรียก มาย บุพการี มาขับไล่ไสส่ง แมวตัวผู้จรจัดไม่รู้จักหัวนอนปลายก้อย



แต่แล้วไม่อยากจะเชื่อ บาปกรรมอันนั้นมาสนองยิ่งกว่าเวรกรรมติดจรวด ตอนลูกแมวคลอด เราสัญญากับตัวเองว่าครั้งที่แล้วกูพลาด ครั้งนี้กูจะไม่ยอมพลาดวินาทีชีวิตอีกแล้ว(ของงี้หาดูยาก) วันที่นังจ่อยมันจะคลอด เผอิญ 5โมง พอดี เลยออกไปวิ่ง กลับมากะจะเห็นลูกแมวน้อยออกจากท้องแม่ครบทุกตัว แต่พอกลับมาแม่งยังไม่ออก ออกยากมาก ในที่สุดตัวแรกออกมา แต่เราไม่เห็น (มาย บุพการี พยายามช่วยมันคลอด แต่หมอบอกว่าแมวมันขี้อาย เลยไม่ออกต่อหน้าคน แต่แล้วไงละแม่มันเบ่งไม่ได้)


ตัวที่ 2 สุดสยอง ออกมาแค่หัว ตัวไม่มา คาหอยอยู่แบบนั้น แทบเป็นลมกู พอออกมาหมดตัว รกตัวไม่โผล่ออกมาอีก ลูกแมวตัวที่ 2 เลยคาหอยแม่มันอย่างนั้น นาน พอดู(ระหว่างตัว 1 กับ 2 คลอดห่างกัน ร่วม 3 ช.ม.) แล้วเราก็เข้านอนด้วยความหวังที่จะให้มันออกครบๆ เสร็จ และด้วยความเป็นห่วง จึงนอนหลับอย่างรวดเร็ว ลืมไปว่าน้องชายเฝ้าดูแมวคลอดตลอดทั้งคืน


เช้ามาลูกแมวออกครบ 5 ตัว ตาย 1 เนื่องจากคาหอยแม่ ส่วนตัวที่ 3 กับ 4 ออกยากมาก พ่อเราต้องดันหัวแมวกลับไปในหอยแม่แมวแล้วดึงออกไม่งั้นไม่รอด สรุป ลูก แมวผู้ทรหด ออกมาชมโลกได้ 4 ตาย 1 ขนาดความใหญ่เห็นได้ชัดเจน ตัวแรก ใหญ่ สุด ไล่มาถึงตัวสุดท้ายเล็กสุด



ตอนแรกเกิด อะไรๆ ก็ดูดีไปหมด น่ารักกก ไม่วุ่นวาย พอตอนโตนี่สิ สุดๆ ที่บอกว่าเวรกรรมติดจรวดที่ดันไปขัดขวางบทรักของพ่อแม่มัน คราวนี้ลูกๆ มันเอาคืนอย่างสาสม แม่งนิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นแดก แถมไม่ได้แดกน้อยๆ กินเยอะมาก กินอิ่มกูนอนแล้วนะ เวลากูตื่นอย่าลืมให้นมกูละ - -
ตอนนี้น้องแมวอ้อนมานั่งอยู่ ตัว 1 นั่งบนตัก ตัว 2 อยู่บนพื้นหลังตูด ตัว 3 อยู่แถวๆพุง ตัวที่ 4 มึงเป็นอะไร มาอยู่บนต้นคอกู



เวลาจะออกกำลังกาย ท่านเป็นอันต้องมายุ่ง นอนซิตอัพ บทโต๊ะซิทอัพ ท่านก็มาอยู่ที่หลังผม ออกกำลังไม่ได้ ยกเวท ท่านก็ไม่อยู่ข้างล่าง ผมละจิตนาการว่าถ้าเวทตกลงไป สงสัยไม่ทันมีเมีย ตายก่อนแน่ๆ เลิกก็ได้วะ ตอนกินข้าวก็มาร้อง มึงกินไรว้า ขอกูกินมั่งจิ มองด้วยสายตาขอร้องแกมบังคับ แล้วก็ร้อง ผมเลยจับขังกรง นั่งกินหมูปิ้งด้วยความบันเทิงใจโดยมีเสียงแมว แทนเสียงนก โรแมนติกดี ตอนนี้มันกำลังหลับโชว์ท้องลาย ดีแล้ว เดี่ยวมันตื่นก็ต้องมารบกันอีก ไหนๆก็ไม่ได้เลี้ยง ในฐานะผู้เล่น ก็ขอแม่(ของผม) ผู้เลี้ยงเลี้ยงมันด้วยความสุขเน้อ
..............................

ขอแถมนี้ดส์
วันนี้นราไปเกิดอยากกินผัดผัก อยากกินหน่อไม้ฝรั่ง
แต่ที่โลตัสไม่มี เลยเอาเห็ดหอมมากล่องนึง
กับซุคินีสองแท่ง

จานนี้ ซุคินีผัดเห็ดหอมซอสหวานญี่ปุ่น
อร่อยดี หวานกรอบ รสชาติเหมือนน้ำเต้าสักอย่างมากกว่าแตงกวา
อย่าผัดสุกมากล่ะ เดี๋ยวเหี่ยว เละหมด


กินหมดแล้วก็ยังไม่สาแก่ใจ ลุกไปทำมาอีกหนึ่งจาน
ซุคินีชุบแป้งทอด
(แปลงมาจากเมนูมะเขือยาวชุบแป้งทอด)
รสชาติใช้ได้ แต่ไม่อร่อยเท่าผัดจานแรก


สงสัยจะกินเยอะไป ตอนนี้คลื่นไส้มาก
อัดแอร์เอ็กซ์ไปแล้วสองหน่วย
แอวะ
ไปละ พรุ่งนี้มีศึกใหญ่รออยู่อีกค่ะ

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2552

How Could Someone Be So Handsome?



วันนี้วันจันทร์
วันหยุดของเรา ตะละลาลี้ลู
หลังจากโหมงานหนักมาตลอดทั้งสัปดาห์
วันนี้นราก็เลยขอชาร์จพลังให้ตัวเอง ด้วยการตื่นเอาสิบโมง ฮ่า ฮ่า
.....................

เมื่อวันเสาร์ นราก็จัดการคิดค่าโปรแกรมสัมมนาเสร็จแล้ว
ค่อยยังชั่วหน่อย ภูมิใจนิดๆเหมือนกันนะเนี่ยว่าเราคิดเลขได้ด้วย
แต่พรุ่งนี้ก็ต้องกลับไปทำงานแล้ว เฮ้อ
ยังมีเรื่องเหลือให้ทำอีกเยอะแยะเลย
วิทยากรก็ยังเชิญไม่หมด แบบสอบถามยังไม่ทำ จดหมายขอดูงานที่บริษัทก็ยังไม่ออก หมายเลขโครงการก็ยังไม่ขอ ไหนจะจองรถทัวร์ โทรยกเลิกห้องที่วินด์เซอร์อีก
เหนื่อยจนหมดแรงจะบ่นแล้วฮ่ะ
......................

กลับมาเข้าเรื่องหัวข้อของวันนี้กันเถอะ
วันนี้ว่าง ไม่มีอะไรทำ จู่ๆก็นึกถึงหนังเรื่องนี้ขึ้นมาได้
Interview with the Vampire
แปลกดี อยู่ๆก็อยากดู
เลยเข้ายูถูป ไปเสิร์ชหาที่คนเอามาแปะไว้ แล้วก็นั่งดูทั้งวัน

พอดูจบแล้ว...
พระเจ้า
พระเจ้า
พระเจ้าาา
คนเราหล่อขนาดนี้ได้ยังไงกัน
แบรด พิทท์ ชาติที่แล้วคุณทำบุญด้วยอะไรคะ


ทอม ครูซ นี่ก็อีกคน
เมื่อครั้งยังใส ช่างหล่อกระชากใจสุดโคตร
ดูยิ้มที่มุมปากนั่นซิ อรั๊ยๆ ดูมีลับลมคมในน่าสงสัยจังเยยยย


อย่างนี้ซิเขาถึงเรียกว่าแวมไพร์สุดหล่อ เจ้าชายแวมไพร์
ดูดีกว่าพ่อแวมไพร์หน้าตาไม่สมมาตรจากแสงอาทิตย์อัสดงนั่นตั้งแยะ
(ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่เอ่ยนาม รู้ว่าแฟนคลับแกเยอะ
รวมๆกันแล้วก็หลายบาทาอยู่)

เนื้อเรื่องคร่าวๆ เกี่ยวกับหนุ่มหล่อชื่อลูอี้
(นามสกุลอะไรไม่รู้เป็นภาษาฝรั่งเศส อ่านยากแถมยาวฮิหาย)
รับบทโดยแบรด พิทท์ ที่ตอนนี้เหี่ยวแล้ว
พี่แกเสียภรรยากับลูกไปตอนคลอด เลยสิ้นหวังสิ้นแล้วทุกสิ่งอัน
บังเอิญได้เจอกับแวมไพร์หนุ่มเลสแทท นามสกุลยาวๆ อ่านยากอีกแล้ว
เลยตกลงปลงใจยอมเป็นแวมไพร์กับเขาด้วยคน

บอกตรงๆ จับใจความเนื้อเรื่องไม่ค่อยได้
เพราะเหมือนมันไม่ค่อยมีอะไร
เป็นการให้สัมภาษณ์เรื่องชีวิตแวมไพร์ของตนกับนักข่าวคนหนึ่งมากกว่า
แบบว่าเป็นแวมไพร์ ต้องหัดควบคุมความอยาก
เป็นแวมไพร์แสนดีเลยต้องกินเลือดไก่ เลือดหนูแทนเลือดคน
วันดีคืนดี เผลอไปขม้ำเด็กหญิงเข้าให้
(หล่อนคือเคิร์สเทน ดันส์ท ตอนอายุประมาณสิบขวบค่ะ
เลยได้รู้ว่าหล่อนหน้ากลมเหมือนเหรียญห้ามาแต่อ้อนแต่ออก)
แล้วหล่อนก็กลายเป็นแวมไพร์รุ่นจิ๋วไป
ตอนหลังโดนจับไปตากแดดตาย ฮ่าๆ สะใจ
อายุแค่นี้ทำเป็นได้จูบแบรด พิทท์ตอนเอ๊าะหรอ หนอย ยอมไม่ได้
ที่ไม่รู้เรื่องอีกอย่างก็เพราะว่า
พี่แกเล่นกระซิบกระซาบกันทั้งเรื่อง
ไอ้เซ็กซี่ มันก็เซ็กซี่อยู่หรอกนะ เสียงแหบทุ้ม แผ่วเครือ
แต่ฟังไม่รู้เรื่อง ยูถูปไม่ทำซับไตเติลให้ด้วยสิ
(แต่ขอยืนยันคำเดิมว่าแบรด พิทท์หล่อเหลาที่สุดตอนเล่นเรื่อง Meet Joe Black)
.....................

พี่ทอม พอทำผมทอง คิ้วทอง ตาฟ้าแล้ว เหมือนจะหล่อน้อยลง
ดูจืดๆยังไงไม่รู้
พี่แกออกมาตั้งสองสามฉากแน่ะกว่านราจะนึกออกว่า
อ้าว ไอ้นี่มันทอม ครูซนี่นา
แถมในหนังดูหื่นๆยังไงก็ไม่รู้
เอาน่า มันแค่บทๆ


จริงๆ อยากจะบอกว่า แอนโตนิโอ แบนเดอราส ก็เล่นเรื่องนี้ด้วย
กำลังเอ๊าะเช่นเดียวกัน
เป็นเจ้าพ่อแวมไพร์ที่พูดติดสำเนียงอะไรสักอย่าง
แถมยังกระซิบแผ่วเบาตลอดเวลา ฟังไม่ออก
ขอไม่เอาภาพมาลง เพราะหล่อไม่พอที่จะได้ขึ้นบล็อกนาราโทโลจี ฮ่าๆ

ขอลาไปด้วยภาพหน้าเคลิ้มของแบรด พิทท์ ตอนถูกทอม ครูซดูดซอกคอ
อริ๊งอร๊างงง
ไปล่ะ ขอไปเช็ดเลือดกำเดาก่อนค่ะ