วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552

What A Bad Hair Day! (+Kitten Diary)

เมื่อวานนี้ หงุดหงิดแต่เช้า
นราขึ้นรถไฟฟ้าจากอ่อนนุชไปหมอชิต จะไปบ้านแฟน
โดยบัตรที่ใช้เป็นบัตรนักเรียนของน้องชายที่ยืมมา
ไม่ได้คิดอะไร เพราะปกติเช้าๆ ยิ่งวันอาทิตย์แล้วจะไม่มีคนมาคอยตรวจบัตร

ไหงวันนี้มันมีฟะ
นราก็ตกใจนิดหน่อย แต่ยังพยายามทำเนียนเดินออกไปนิ่งๆ
แต่ไม่รอด "น้องคะขออนุญาตตรวจบัตรด้วย"
ซวยละกู
แต่ยังไม่วายฟอร์ม ส่งบัตรประชาชนและบัตรนักศึกษาให้ไปอย่างสั่นเทา
แอบหวังว่าเขาคงไม่ดูวันที่บัตร นศ. หมดอายุหรอกนะ
เพราะมันหมดไปตั้งกะเดือนพ.ค.แล้ว

น่านไง กรูว่าแล้ว ไม่รอด
เจ๊เจ้าหน้าที่ถามว่า น้องเรียนจบหรือยัง
ด้วยความตกใจ บวกกับอยากได้บัตรคืน นราเลยตูแหลไปว่า
ยังค่ะ ลงเรียนที่ติดไว้อยู่ตัวนึงค่ะ
เจ๊ก็ว่า งั้นพี่จะยึดบัตรไว้ก่อน ให้น้องเอาหลักฐานการลงทะเบียนเรียนมาแสดงแล้วพี่จะคืนให้
เสร็จเลย อ๊าาาา จะไปมีได้ยังไง
สรุปว่าก็ต้องโดนยึดไปโดยปริยาย
.........................

ทีนี้ นราก็เดินลงมาอย่างหัวเสีย
เจอรถตู้ก็โบก แล้วขึ้นไปเลย อยากออกไปจากที่นั่นไวๆ
ปรากฏว่ารถวิ่งมาได้สักพัก นราก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้
บางอย่างที่ทำให้เสียวสันหลังวาบบบ
เอ๊ย เมื่อกี้ว่าจะไปกดตังค์นินา เพราะเงินหมดแล้ว
แต่เจอตรวจบัตรก่อนเลยลืม
เปิดกระเป๋าตังค์ดู มีเศษเหรียญอยู่สิบห้าบาท กรุ๋งกริ๋งๆ
แต่ค่ารถยี่สิบห้าบาท
โอ๊ยยยย ฟายเอ๊ย เกลียดความเฟอะฟะของตัวเองจริงๆ

นราก็ตุ๊มๆ ต่อมๆ โทรบอกแฟน
แฟนบอกว่า รถถึงสี่แยกบางพลูแล้วโทรมา จะเอาเงินออกไปให้
นราก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง
พอถึงแยก นราก็โทรหา
แต่วันนี้พี่รถตู้ซิ่งมาก วางหูปุ๊บ อีกีหนึ่งนาทีต่อมาก็ถึงที่หมายแล้วอ่ะ
แล้วแฟนกรูจะออกมาทันได้ยังง้ายยย
นราเลยต้องแบกหน้าอ้วนๆ อันแสนอับอายไปบอกคนขับว่า
พี่คะ ขอโทษนะคะ หนูมีเงินไม่พอ ลืมกดเงินมา มีอยู่สิบห้าบาทเนี่ย
ขอโทษจริงๆ นะคะ
โชคดีเจอคนขับใจดี เขาบอกว่าไม่เป็นไร
แต่อีเมียที่นอนๆ อยู่ลุกขึ้นหันมามอง
โอ๊ย อับอายจริงๆ เกิดมาไม่เคยทำแบบนี้เลย

นี่ขนาดอยู่เมืองไทยนะ
ไปอยู่เมืองนอกตัวคนเดียว จะรอดหรือเรา...
..........................

ตอนนี้หนูแมวตาลืม เดินแข็งขึ้นแล้วล่ะ น่าร้ากกก
เสียดายลืมเอากล้องแม่มา มีแต่กล้องมือถือน้องโมฯ ห่วยๆ
พอเดินเก่งแล้วก็ว่อนกันทั่วบ้านเลย ปีนออกมาจากตะกร้า
ร้องกันทั้งวัน ไม่รู้ร้องอะไรนักหนา
เพราะแม่แมวตัวเล็ก แล้วก็ท้องนี้ท้องแรก เลยไม่ค่อยมีนม
ก็เลยต้องช่วยกันป้อนนมแพะให้แทน เพราะไขมันสูงพอทดแทนกันได้
แต่ห้ามป้อนนมวัวให้ลูกแมวเด็ดขาดนะคะ เพราะมันยังย่อยแลคโตสในนมวัวไม่ได้
กินเข้าไปอาจจะท้องอืด ท้องเสีย แล้วก็เท่งทึงได้
ไม่มีนมแพะ ใช้นมเด็กทารกแทนก็ได้ค่ะ แต่ผสมให้เข้มข้นขึ้นเท่านึง


มีสี่ตัว ชื่อ เงิน ทอง โชคดี แล้วก็ ตุ้น (อันนี้นราตั้งให้เอง) ไม่ได้เข้าพวกเล้ย
ตอนนี้ยังแยกไม่ออกอ่ะว่าตัวไหนเป็นตัวไหน
รอให้มันโตก่อนนะ




อยากเอาใส่กระเป๋ากลับบ้านมาก
แต่กลัวไอ้จืดที่บ้านจะทับตาย
เมื่อวานก็มากลิ้งๆบนเตียง แล้วนอนพาดขา
โอ่ย สิบนาทีเท่านั้นแหละ ขาชาไปเลย
ไอ้จืด รุ่นเฮฟวีเวทค่ะ
แมวอ้วน เหนียวนุ่มหนืดมือ
.............................
ปล. นราหนักหกสิบแล้วแหละ เข้าขั้นวิกฤตอย่างแรง

ใบตองจ้า
นราไปอังกฤษเดือนตุลาค่ะ ต้นเดือนมั้ง
ใบตองไปเดนมาร์กมาอะหนุกป่ะ ไม่เห็นเอารูปมาอวดเลย

มุกกุ
นรายังไม่ได้สอนหรอกค่ะ ก็เขาส่งมาช่วยงานที่ฝ่ายกิจการต่างประเทศก่อน
ส่วนเรื่องเป็ด คงไม่กล้าเอามาย่างกินอ่ะ
เดี๋ยวโดนไล่ออกข้อหาประทุษร้ายเป็ด
เมื่อวานไปหาเอเจนท์ ไปเลือกหอพัก
เปิดหน้าแนะนำมาหน้าแรก ก็เจอรูปเป็ดเดินหน้าหอ
อืมมม ธรรมชาติดีจริงๆ

เอมิลี
นราว่าติดฝิ่นมันไม่ผอมอย่างเดียวอะดิ จะตายเอา
มาออกกำลังกายเป็นเพื่อนกันเหอะ ตอนนี้ขานราใหญ่เท่าเสาเข็มสุวรรณภูมิแล้ว
เรื่องแมวไม่ต้องห่วงนะคะ นราไม่แกล้งร้อกกก
ฮี่ฮี่ฮี่

แนนโกะ
ดูท่าทางล็อตนี้จะขนไม่ยาว เพราะพ่อเป็นแมวไทย
แต่ดูจากลักษณะขนแล้วน่าจะฟูนุ่มๆนะคะ
แบบว่าผสมกันออกมา
กุ้งญี่ปุ่นแพงเหรอ วันนั้นนรากินกุ้งแบบ เบื่อไปนานอ่ะ เรอออกมาเป็นกลิ่นกุ้งด้วย
โฮะๆๆๆ


วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Humanities in Suphan Buri (Vol.2)

ก่อนจะต่อภาคสองของทริปมนุษยศาสตร์
ขอแจ้งข่าวความคืบหน้าของนราก่อน
ในที่สุด หลังจากนั่งคิด นอนคิด เขมือบคิดอยู่นาน
ก็ตกลงใจได้แล้วว่าจะไป University of York ค่ะ
เพราะพอมาแยกเหตุผลที่ทำให้เราอยากไปแต่ละมหาลัย
พบว่าเหตุผลหลักที่ทำให้อยากไปเดอแรมนั้น
มีแค่การที่มันชื่อเสียงดีกว่า มีปราสาทเก่าแก่
และเป็นที่ถ่ายหนังแฮร์รี พอตเตอร์เท่านั้น แฮะๆ
ถ้าพูดถึงเรื่องคอร์สเรียน มันก็งั้นๆ นราก็ไม่ได้สนใจเท่าไร
เลือกเรียนในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับเราระยะยาวดีกว่าเนอะ
ปราสาทเดี๋ยวไปเที่ยวเมื่อไหร่ก็ได้
.................................

ม่ะๆ ต่อๆ
ความเดิมตอนที่แล้ว อ.นรา อิ่มหนำสำราญใจกับกุ้งและกุ้งและกุ้ง
ถึงเวลาเดินทางต่อไปแล้วค่ะ
ป้ายต่อไป เรามากันที่พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร
หรืออุทยานมังกรสวรรค์ค่ะ สนับสนุนการก่อสร้างโดยทั่นบรรหาร
เป็นมังกรยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
สร้างขึ้นเพื่อฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีน 20 ปี และนำเสนอประวัติศาสตร์อารยธรรมจีนต่างๆ ตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน


ด้านหน้าก่อนที่จะเข้าไปเป็นศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรีค่ะ
สวยแบบจีน ข้างในคลุ้งกลิ่นควันธูปบูชา
เจ้าพ่อหลักเมืองเป็นประติมากรรมสลักหินนูนต่ำรูปพระนารายณ์สี่กร
คาดว่าถูกพบโดยชาวจีนเมื่อกว่าร้อยห้าสิบปีที่แล้ว โดยวางจมโคลนอยู่ ชาวจีนจึงอัญเชิญขึ้นมาและสร้างศาลเป็นที่ประทับให้ด้วย


ข้างในมีซุ้มขายดอกไม้ ทองแผ่น ธูป เทียนเหมือนวัดทั่วไป
นราไม่ค่อยมีกำลังทรัพย์ ได้แต่ยกมือไหว้ขอพรแบบธรรมดา
ได้บุญไม่ได้บุญ มันอยู่ที่ใจย่ะ อิอิ แก้ตัวเข้าไปนั่น
............................

เข้าไปในพิพิธภัณฑ์มังกรยักษ์แล้ว เจ้าหน้าที่ก็แจกถุงพลาสติกสีฟ้ายืดๆมาให้
หน้าตาเหมือนหมวกคลุมผมสำหรับอาบน้ำ
แต่สงสัยว่าทำไมให้มาสองอัน
อ้อ ปริศนาทั้งหมดไขกระจ่างแล้ว เขาเอาไว้ทำแบบนี้ตังหาก


ฉลาดดีเนอะ อาจเป็นเพราะข้างในมันปูพรมหนา ทำความสะอาดลำบากมั้ง
เลยหุ้มเท้าคนเดินมันซะเลย กรั่กๆ เหมือนห่อมะม่วงกันค้างคาว

ก่อนเข้าไปในห้องจัดแสดง ก็มีผังปะไว้ข้างฝาผนัง
เทียบตารางเหตุการณ์สำคัญๆ ในยุคและราชวงศ์ต่างๆ ไว้ให้ดู
ไอ้เราไม่ค่อยสนใจเรื่องจีนๆ อยู่แล้ว เลยอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง
แต่บางอย่างก็คุ้นตาอยู่เหมือนกัน อย่างเครื่องกระเบื้องราชวงศ์หมิง


บอกตามตรงว่า ไม่คิดว่าจะเจออะไรแบบนี้เลย
นึกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมดา เงียบๆ เหงาๆ มีไอ้นั่นไอ้นี่ตั้งโชว์ไว้ให้ดูแค่นั้น
โอ้โห อลังการงานสร้างมาก เอฟเฟคกระจายยย
แสงสีเสียงสุดตื่นตา มีการยิงแสงเลเซอร์ลงมาเป็นภาพก็มี พื้นหมุนได้ก็มี
ประตูเป็นระบบเสียบกุญแจพิเศษแล้วเปิดปิดอัตโนมัติ
ถ้าออกมาไม่ทันมันปิดก็ซวย โดนขัง เพราะเปิดจากข้างในไม่ได้
.............................

ตำนานกำเนิดโลก
เขาว่าโลกสร้างขึ้นโดยเทพบิดรผานกู่ ที่สละชีวิตแยกแผ่นดินแผ่นฟ้าออกจากกัน ดวงตากลายเป็นพระจันทร์ พระอาทิตย์ เส้นผมกลายเป็นดาว ลมหายใจกลายเป็นสายลม ฯลฯ


ตำนานเกิดมนุษย์บอกว่า เทพธิดาหนี่วาปั้นคนหญิงชายคู่แรกจากดินแม่น้ำเหลือง
เป็นเหตุผลที่ทำให้ชาวจีนผิวเหลือง
เอ แล้วพวกคนผิวดำแถวบร็องซ์จะปั้นมาจากดินอะไรง่ะ ดินที่เกิดจากการเผาถ่านเหรอ


ห้องนี้โชว์พวกอาวุธโบราณที่ใช้ในยามศึกค่ะ
พวกอาวุธยาวๆนั่น ยาวเกือบสองเมตรแน่ะ ใหญ่ ดูหนักเชียว
เขาบอกว่า ชาวจีนสมัยก่อนตัวโต๊โต อาวุธก็เลยโต๊โตไปด้วย
สองเมตรเนี่ยนะ?
หนูว่าพี่เลิกจับอาวุธ แล้วไปเล่นมวยปล้ำเหอะ แชมป์ออฟเดอะเยียร์ชัวร์


โอ้ๆ ห้องนี้ตำนานเกิดมังกรสมัยราชวงศ์เซี่ย-ซาง
เรื่องก็คือ ปลาหลีฮื้อมันว่ายทวนน้ำตกหรือแม่น้ำอะไรขึ้นไปได้สำเร็จนี่แหละ
ก็กลายร่างเป็นมังกร
มังกรสีทอง แขวนลอยอยู่ข้างบนสวยงามมาก
แต่พอเปิดไฟสีแดงข้างในแล้ว เห็นโครงเหล็กเป็นปล้องๆ ดันดูเหมือนไส้เดือนไปซะฉิบ


ห้องนี้เด็ด ชอบมาก ให้สิบดาว
มาสุพรรณฯ ทำไมได้เจอท่านเปาด้วย
ทั้งท่านเปา หวังเฉา หม่าฮั่น หน้าถอดแบบจากที่เคยเห็นในช่องสามมาเด๊ะๆ
ตอนนี้กำลังจะประหารราชบุตรเขยล่ะ
หุ่นขี้ผึ้งเขาทำได้เนียนดีจริงๆ มีกระทั่งรอยตีนกาและรูขุมขน



"ประหาร!"
ท่านเปาประกาศก้อง
เมื่อสิ้นเสียง แผ่นไม้สีแดงที่ท่านเปาถือไว้ในมือก็กระเด็นปุ๊ออกมาทันที
พร้อมกับหวังเฉา (หรือหม่าฮั่นไม่รู้) ก็ยกมือขึ้นสับมีดประหารดังฉับ
ส่วนจั่นเจาและกงซุน กำลังจะตามมาเร็วๆนี้
.............................

เข้ามาสู่ยุคราชวงศ์ชิง ยุคที่ชาวจีนเป็น "คนป่วยแห่งเอเชียตะวันออก"
เหตุเพราะชาวจีนติดฝิ่นที่ฝรั่งอังกฤษเอามาแผยแพร่งอมแงม
นำไปสู่การที่จีนต้องปล่อยเกาะฮ่องกงให้อังกฤษเช่าถึง 99 ปี

นี่ถ่ายมาจากตู้ใบเล็กๆ ข้างในจัดตุ๊กตาปูนปั้นเป็นเรื่องเป็นราว
ชอบฉากมากเลย ทำละเอียดดี เห็นเสื้อ เห็นกางเกงที่แขวนอยู่ข้างหลังไหมคะ
หน้าตาคนติดฝิ่นดูเคลิ้มและป่วยได้อารมณ์มาก


จักรพรรดิองค์สุดท้าย


ปูยี จักรพรรดิวัยสามขวบ โอรสของพระนางซูสีไทเฮา
เขาไม่ได้แค่เอาตุ๊กตามาแต่งตัวแล้วแหมะไว้บนเก้าอี้นะ
เป็นหุ่นขี้ผึ้ง สวมเสื้อผ้าที่ตัดมาพอดีตัว ฉากข้างหลังเป็นภาพที่ฉายจากสไลด์
แจ่มแจ๋วหาใดปาน

จริงๆมีภาพมากกว่านี้ มีห้องที่พื้นหมุนไปรอบๆให้เราดูการแสดงตู้โชว์หุ่นจิ๋วพร้อมภาพสามมิติที่ฉายขึ้นมาได้ มีประวัติสาวงาม "ไซซี มัจฉาจมวารี" "หวังเจาจวิน ปักษีตกนภา" "หยางกุ้ยเฟย บุปผามิกล้าบาน" คือสวยชนิดปลาเห็นแล้วลืมว่ายน้ำ นกลืมบิน ดอกไม้ถึงกับอายกันเลย แต่ถ้าเอามาลงหมดคงเยอะไปนะคะ
ว่าแล้ว "นราบ่จี๊ เห็นทุเรียนเป็นไม่ได้ต้องกิน" ก็กลับไปขึ้นรถทัวร์ดีกว่า ถึงเวลาต้องไปที่หมายต่อไปแล้ว
................................

อันที่จริง ที่ต่อไปที่จะไปเยี่ยมชมตามตารางที่กำหนดไว้คือวัดไผ่โรงวัว
นราก็นึกดีใจ เพราะอยากไปดูวัดนี้มาตั้งนานแล้ว
ปรากฏ เขามาคุยกันว่า วัดนี้มันอยู่นอกเส้นทาง
ถ้าไปต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับมากขึ้น อาจจะกลับกรุงเทพฯ ได้ช้ากว่าเดิม
เลยอดไปตามระเบียบ
ฮื้ออออ ไม่ยอม เอาเปรตที่หนูควรจะได้ดูคืนม้าาาา

ชาวคณะเปลี่ยนใจไปวัดป่าเลไลยก์ AKA วัดขุนช้างขุนแผน
นราก็เข้าไปไหว้พระ (ไม่ซื้อธูปเทียนอีกแล้ว) แหะ แหะ
มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่มากอยู่ในโบสถ์
ไกด์บอกว่า ที่นี่จะมีพระปางเลไลยก์เป็นปางพิเศษ
ก็ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่านะคะ แต่ใหญ่มาก ใหญ่จริงๆ


เดินลัดไปข้างโบสถ์สักหน่อย จะเจอเรือนขุนช้าง
(ไม่น่าใช่ของขุนแผนนะ รายนั้นเขาจนไม่ใช่เหรอ)
เป็นบ้านไม้เรือนไทยสวยสะอาด ต้นไม้ร่มรื่น
มีป้ายไม้ทำเป็นรูปขุนช้างนอนเอกเขนกให้เราเอาหน้าไปใส่ด้วยละ
แต่นราขอบาย แค่นี้ก็ช้างพออยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเพิ่มความช้างให้ตัวเองอีก


ปิดท้ายโปรแกรมของวันนี้ด้วยการให้อาหารปลาค่ะ
อาหารปลาที่นี่มีแบบเป็นถัง สิบห้าบาท เอาทัพพีตักเอา
ดีนะ ไม่ใช้ถุงพลาสติก ก็ไม่มีขยะ
เจอตะพาบน้ำตัวใหญ่บะลั่กกั้ก
อาจารย์ที่ยืนอยู่ด้วยกันบอกว่า เนี่ย เมื่อก่อนบ้านครูก็มี
มันลากหมาลงไปกิน
แอร๊ยยยย ตะพาบแน่เหรอจารย์ จระเข้รึเปล่าเนี่ยโคตรโหดเลย


กลับถึงมหาลัยทุ่มกว่า ถึงบ้านสองทุ่ม ตายสนิท
โชคดีอาจารย์ฟิลิปขับไปส่ง ไม่งั้นละก็ คงได้นอนที่มหาลัยนั่นแหละ ง่วงสุดๆ
........................................

มุกกุคะ
อย่าว่าแต่มุกเลย นราก็ขำเป็นบ้าไปเลยเหอะ ฮ่าๆ ที่แท้จระเข้มันก็เรียนหนังสือถึงป.สามนี่เอง
ถึงว่าทำไมอ่านหนังสือออก

ใบตอง
ขอบคุณที่มาแวะเยี่ยมจ้า
คอมเมนท์ไม่เป็นระเบียบไม่เป็นไร ขอแค่ใจสั่งมาเท่านั้นพอ
อะฮิ้ววววว

นังกระต่ายโฉด
ฉันว่าตลาดสามชุกมันก็ไม่ค่อยมีอะไรอ่ะนะ
จุดขายของมันคือความเก่า ความโบราณ ไม่มีอะไรมากหรอกถ้าเธอไม่ได้จะไปช็อปขนมกง ขนมรังนกกลับบ้านทีละสามโหล!

ท่าน รมต. กระทรวงคนรักแมว
ดิฉันใคร่ขอเรียนให้ทราบว่า บัดนี้ น้องแมวทั้งสี่ได้ลืมตาแล้ว เป็นที่บ้องแบ๊วน่ารักเป็นยิ่งนัก อนึ่ง ลูกแมวทั้งสี่ยังคงขาอ่อนแรงป้อแป้ จำต้องฝึกฝนการเดินต่อไป แต่ดิฉันจะคอยติดตามและรายงานการเจริญเติบโตอย่างใกล้ชิด
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

Humanities in Suphan Buri (Vol.1)


อริ๊งอร๊างงง
หายไปนาน มีเรื่องเกิดขึ้นเยอะแยะเลย ไม่รู้จะเล่าอันไหนก่อน
เอาเรื่องหนูแมวเบบี๋ก่อนแล้วกัน อายุหนึ่งสัปดาห์แล้วก้า
น่ารักที่สูดดด

แมวปล่อยแสง ซ้าดดดด


เจ้าตัวนี้โข่งที่สุด น่ารักที่สุด ตากำลังจะลืมแล้ว


หม่ำๆ


ข่าวล่ามาไวเรื่องต่อไป
นราได้ออฟเฟอร์จาก Durham University แล้วจ้า อุเฮฮฮฮฮ
คราวนี้ก็มีเรื่องใหม่มาให้หนักใจ
คือตกลงกรูจะไปที่ไหนดี
York เมืองแห่งเป็ดและธรรมชาติแสนงาม
หรือ Durham เมืองแห่งปราสาทแฮร์รี พอตเตอร์ดีน้า
(ดูเหตุผลมันสิ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเรียนเลย)
...........................

เตรียมดูรูปกันให้ตาแฉะโลด เลดี้ส์แอนด์เจนเทิลสะเม็น
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม คณะมนุษยศาสตร์จัดการทัศนศึกษาดูงานนอกสถานที่ ณ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมันก็คือการไปเที่ยวดีๆ นี่เอง
ทั้งภาควิชาการโรงแรม ภาษาอังกฤษ ศิลปศาสตร์ และภาษาไทยก็ไปกันหมด
ได้เห็นอีกด้านหนึ่งของอาจารย์ที่เราเรียนด้วยก็แปลกใจดีนะคะ

เป้าหมายแรก ตลาดสามชุกค่ะ


อีกชื่อคือตลาดริมน้ำร้อยปี แต่ก่อนเฟื่องฟูสุดๆในฐานะเมืองท่าที่ค้าขายฝ้าย เกลือ สมุนไพรต่างๆ ก่อนจะซบเซาลงเพราะมีถนนตัดผ่าน ทำให้คนเลิกเดินทางค้าขายด้วยเรือค่ะ บ้านเรือนร้านค้าในตลาดนี้ยังคงเป็นแบบเก่า เพราะเขาอนุรักษ์ไว้ให้เป็นชุมชนโบราณสืบไป แต่นราว่ามันแคบไปหน่อยอ่ะนะ

ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่เคยเป็นบ้านของขุนจำนงจีนารักษ์ นายอากรคนแรกด้วยละ
กระเบื้องที่เห็น และต้นกระดังงาที่อยู่นอกหน้าต่างนั่น
เป็นของ Original นะจ๊ะ
อยู่มาจะร้อยปีแล้ว ไม่ได้เพิ่งมาทำใหม่แต่อย่างใด
ตัวบ้านชั้นบนเองก็รับน้ำหนักได้แค่ยี่สิบคน
(นราหนึ่งคน = คนสองคน)


หลังจากชมพิพิธภัณฑ์แล้ว อาจารย์ทั้งหลายก็แตกฮือเหมือนผึ้งแตกรัง
ช็อปปิ้งน่ะเอง มือซ้ายถือพัดลมจิ๋วเป่าหน้า มือขวาถือกระเป๋าตังค์
มีขนมโบราณพวกขนมกง หมี่กรอบ ขนมหวานโบราณขายด้วย
มีคนเค้าว่า ข้าวห่อใบบัวของที่นี่ดังระเบิด
ซึ่งลุงคนขายแกก็การันตีว่า ของเขาห่อใบบัวแล้วนึ่งจริง
ไม่ใช่นึ่งข้าวให้เสร็จก่อนแล้วค่อยเอาใบบัวห่อ
เพราะงั้น ข้าวแกก็จะอร่อย หอมหวานกลิ่นใบบัว


นราอยากกิน แต่ไม่ได้เอาเงินไปเยอะ ตามประสาคนถังแตก
ได้แต่เดินดูโน่นดูนี่
เสียไปยี่สิบบาท สอยโปสการ์ดมาสองใบค่ะ
.................................

เป้าหมายต่อไป บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ
เป็นที่ที่นราทั้งประทับใจที่สุด และไม่ประทับใจที่สุดในเวลาเดียวกัน
เดี๋ยวจะบอกว่าเพราะอะไร

โซนแรกที่เข้าไปดู คืออาคารแสดงสัตว์น้ำค่ะ
วี้ดว้าย อริ๊งอร๊าง ดิ่วดิ้วมากกกก ชอบบบ
ถึงไม่ใหญ่เท่าโอเชียนเวิร์ลด์ที่พารากอน แต่สวยและสะอาดจนเราแปลกใจ

น้องเต่า ฉลาดนะเนี่ย
พอเอามือไปโบกๆเหนือน้ำเค้าก็ลอยขึ้นมาหา
ขอโทษนะ ป้าไม่มีอะไรให้หนูกินหรอก
มีแต่หนังกำพร้าเหี่ยวๆน่ะลูก


ปลาที่น่าเกลียดที่สุดในโลก ปลาไหลมอร์เรย์
หนังมันย่นๆตรงคอ (ปลามีคอด้วยเหยอ)
แล้วรูพ่นน้ำตรงข้างๆคอมันก็แบบ โพ่วววว โพ่วววว หุบๆเปิดๆ
ให้อิมเมจเป็นปลาอาแปะใจร้ายมาก


อันนี้เป็นแทงค์ทรงกลม สวยอีกแล้ว ชอบอีกแล้ว
น้ำสะอาด ใส ปลาดูมีสุขภาพดีมีความสุข
ไม่เหมือนที่บางแสน น้ำขุ่นๆ ปลาว่ายเอียงๆ
คงไม่ได้ฝึกตีกรรเชียงไปโอลิมปิกแน่


ปลาเสือตอ เคยเห็นไหมเอ่ย
นรารู้จักปลานี่จากหนังสือเรื่อง เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก โดยคุณทิพย์วาณี สนิทวงศ์
พอเห็นแมลง มันจะปู๊ดน้ำออกจากปากผ่านช่องอะไรสักอย่างนี่แหละ
สวยดีนะ


ปลาผีเสื้อ


ปลาไหลไฟฟ้า อัปลักษณ์เกินบรรยาย


มีตู้ปลาใหญ่ที่ใส่ปลาตัวโตๆไว้ด้วย ใหญ่แบบเป็นเมตรอ่ะ
ใหญ่แบบ ไม่คิดว่าปลาหน้าตาแบบนี้มันจะใหญ่ได้ขนาดนี้
เขามีอุโมงค์ลอดใต้น้ำด้วยนะ
ความยาวประมาณสองไม้บรรทัดถ้วน
................................

เอ้า ทะลุออกมาเป็นบ่อจระเข้น้ำจืด
มีจระเข้ไม่มาก บ่อใหญ่โตกว้างขวาง
ตุ๊กเข้คลานเล่นได้สบาย ปลอดปัญหาเหยียบตีนแล้วยิงกันตายในบ่อค่ะ


ไอ้ป้ายนี่อย่างฮา


มันเขียนไว้ให้ใครอ่านวะ?
จระเข้ที่นี่การศึกษาสูงขนาดนั้นเลยเหรอ จบออกซ์ฟอร์ดมาเปล่าเนี่ยยย
อาจารย์มาเห็นชอบใจใหญ่ บอกจะเอาไปให้นักศึกษาดู
ประมาณว่า จระเข้มันยังพูดรู้เรื่องเลยนะ พวกเธอไม่ฟังครูเนี่ย ไม่อายบ้างเหรอ
ฮาาา

ที่บอกว่าทั้งประทับและไม่ประทับใจคือ
เลือกสถานที่ท่องเที่ยวได้เวิร์กมาก นรามีความสุขมาก
เป็นคนรักสัตว์น่ะค่ะ
แต่เวลาน้อยเกินไป
มันมีสวนสัตว์ และสวนผักพื้นบ้านให้ชมด้วย แต่เวลาไม่พอ
เขาก็จับเราขึ้นรถพ่วงแบบในซาฟารี พานั่งเล่นไปรอบๆ ผ่านสวนผัก สวนสัตว์
ไอ้สวนผักน่ะไม่เท่าไหร่ ยังพอเห็นแบบใกล้ชิด
น้ำเต้าลูกใหญ่กว่าลูกวอลเลย์บอลอีกอ่ะ
แต่ไอ้สวนสัตว์นี่ซิ ขับรถอ้อมหลังกรงสัตว์แล้วกรูจะเห็นอะร๊ายยย
เห็นม้าลายแวบนึง ชะนีนิดหน่อย เสือโคร่งเล็กน้อย
ที่เหลือเห็นแต่ตาข่ายกับผ้าเขียวคลุมกรง

เนี่ย เข้าใกล้ได้ที่สุดก็กรงเนี้ย
(เอ้า มาอริ๊งอร๊างพร้อมกันเร้ววว)
ท่าทางจะเป็นครอบครัวเดียวกันทั้งกรง


เที่ยงวัน ถึงเวลาอาหารที่รอคอย
ร้านนี้ ไกด์เขาโฆษณาว่าเป็นหนึ่งในสามร้านที่อร่อยเลิศที่สุดในสุพรรณฯ
ร้านเจ๊เน้ยกุ้งเป็น


เข้าไปถึง สำรับก็พร้อมพรัก วินาทีนั้นคิดขึ้นมาเลยว่า
...อา เป็นอาจารย์มันดีอย่างนี้นี่เอง...


มีกุ้งเผา กุ้งทอดเกลือ ยำวุ้นเส้นกุ้งสด แกงจืดเต้าหู้สาหร่าย
น้ำพริกกุ้ง ไข่เจียว แกงป่าไก่ และข้าวสวย
แต่ที่อร่อยเด็ดขึ้นสกู๊ปต้องสองจานนี้

ยำตำลึงกรอบ
ใบตำลึงทอดกรอบมาก อร่อย ไม่อมน้ำมัน
ทำได้ไงเนี่ยยยย


โอ๊ย จานนี้เอาไปเลยสิบดาว
ปลาทับทิมทอดกระเทียม
ที่เห็นเป็นก้อนกรอบๆบนตัวปลานั่นไม่ใช่เนื้อปลาที่เขาขูดออกมาทอดนะคะ
มันคือกระเทียม กระเทียมเป็นเม็ดๆ อ้วนๆ แบบที่เราจะไม่มีวันกินเป็นอันขาดถ้าเห็นที่อื่น
แต่เขาทอดออกมาแล้วรสชาติมันไม่ใช่กระเทียมอ่ะ มันๆ กรอบๆกินแล้วหยุดไม่ได้


อิ่มหนำสำราญ เดินแบกพุงออกมาเจอตู้ใส่กุ้งเป็นๆ
รู้สึกผิดขึ้นมาทันทีว่า เมื่อกี๊ฉันกินเพื่อนแกเข้าไปเหรอเนี่ย
นราถึงกับน้ำตาคลอ ลำคอตีบตัน แล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ
"ฮ้า อิ่มจัง"
..............................

ยาวเกินไปแล้วนะเนี่ย ไว้ติดตามต่อตอนสองแล้วกันค่ะ
ตอนหน้าจะพาไปเที่ยวศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และอุทยานมังกรสวรรค์นะ
ขอบอกว่าตื่นตาอย่างแรง

คำคมวันนี้
ทำงานแล้วเซ็งอย่างนี้ มาอ่านบล็อกพี่สิน้อง

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

3-Day Seminar: You Are Now A Teacher!

ก่อนอื่นเลยต้องขอขอบพระคุณเพื่อนนักอ่านทุกท่าน ที่แห่แหนกันเข้ามาชมและฝากความคิดเห็นไว้ถึงแปดรายการ
ขอบคุณมากๆ ซาบซึ้งใจจริงๆ ตั้งแต่เขียนบล็อกมานี่ยังไม่เคยมีคนฝากคอมเมนท์ไว้เยอะขนาดนี้มาก่อนเลย
.................................
(ยกมือปาดน้ำตาด้วยความปลื้มปีติ เหมือนบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ในชีวิต)


เอาข่าวใหญ่ข่าวแรกก่อน
นราได้รับออฟเฟอร์จาก University of York แล้วค่า
ไชโยวววววววว
ตอนนี้ก็รอดูแต่ทาง Durham University ว่าเขาจะว่ายังไง
อันที่จริงทั้งสองมหาลัยนี้มีชื่อเสียงดีทั้งคู่ แต่เดอรัมจะดีกว่าหน่อย
แล้วเมือง (จากที่เห็นในคู่มือ) ก็สวยทั้งคู่
แต่ยังไงก็อยากไปเดอรัมมากกว่านะ
อยากเรียนในปราสาท อยากไปดูลานกลางปราสาทจากเรื่องแฮร์รี พอตเตอร์
เดอรัมนี่เป็นมหาลัยที่เก่าแก่ที่สุดอันดับสามของอังกฤษค่ะ
รองจากออกซ์ฟอร์ดและเคมบริดจ์

แต่เห็นรายการหนังสือที่ต้องอ่านแล้วนี่
อ๊อกกกก ลมสว้านขึ้น
เกือบจะสิบเล่มได้ เนื้อเรื่องก็คล้ายๆกันหมด
โอย เห็นอนาคตอีอ้วนนั่งมันย้อยอยู่กลางกองตำรารำไรๆ
......................................

อันนั้นช่างมัน เดี๋ยวรู้ผลจากเดอรัมแล้วค่อยว่ากันอีกทีเนอะ

วันที่ 20-21-22 พ.ค. ที่ผ่านมา นราเข้าอบรมอาจารย์ใหม่ค่ะ
เหนื่อยเหมือนกันนะ นั่งฟังคนอื่นพูดเนี่ย
ไอ้พูดสนุกก็ดีไป ไอ้ที่ไม่สนุกแล้วยังเกินเวลาเป็นชั่วโมงนี่ซิสุดทน
หนาวก็หนาว นั่งฟังวิทยากรฮามุกตัวเองนี่...ไม่สนุกเลย

มีอาจารย์ใหม่ (บางคนก็ไม่ใหม่เท่าไหร่) มาอบรมราวยี่สิบคนจากหลายๆคณะ
ปีนี้มนุษยศาสตร์มีสี่คน
นราอยู่ภาคภาษาอังกฤษหนึ่งคน และอีกสามหนุ่มหล่อภาคการโรงแรม
(โฮะๆ เป็นดาวล้อมเดือนเลยเดี๊ยน กรั่กๆๆ)
จริงๆมีอาจารย์ผู้หญิงอีกคน
สวยมากกกก สวยจนน่าอิจฉา
เขาได้ทุนเรียนต่อด้านธุรกิจการบิน แต่สละทุนเพราะได้เป็นแอร์โฮสเตสสายการบินโคเรียนแอร์
น่าเสียดายๆ

อาจารย์คนนี้พูดเก่งค่ะ ฮา สนุก แล้วก็ได้ความรู้ดี


ฟังประวัติแกแล้วเหนื่อยแทน เพราะเริ่มตั้งแต่จบม.รัฐชื่อดัง ไปต่อที่อเมริกา ทำงานที่แบงค์ออฟอเมริกาสาขานิวยอร์ก เป็นที่ปรึกษาบริษัทการเงิน อยู่อเมริกามาเจ็ดแปดปีก็มาสอนที่ม.กท. เป็นตั้งแต่หัวหน้าแผนก รองคณบดี คณบดี รองนั่นรองนี่ อู๊ยยยย แล้วยังเป็นผศ. กับ ดร. ด้วยนะ เรียนยังไงของเขาเนี่ย
.................................

อบรมจบเรื่องนึง ก็แห่กันออกมาทานอาหารว่าง
แต่ละวันขนมจะไม่เหมือนกัน อย่างวันแรกเป็นเค้กกล้วยหอมเอสแอนด์พี
วันนี้เป็นเค้กส้มกับปังหมูแฮม เลือกได้ว่าจะเอากาแฟหรือไมโล


นราซัดไมโลไปสองถ้วย อุ่นพุงดีค่ะ

นั่งฟังบรรยายสามวันนะ ไม่มีวันไหนเลยที่ไม่แอบหลับ
ไม่ไหวจริงๆ แอร์ก็เย็น อิ่มก็อิ่ม
มีวิทยากรอยู่คน พูดยังกะพระสวด
นราเลยของีบแล้วหลับ กลับค่อยตื่นก็แล้วกัน
เป็นการแอบหลับที่กล้ามาก เพราะนั่งหันหน้าเข้าหาวิทยากรพอดี
ของอย่างนี้เลียนแบบกันไม่ได้นะเนี่ย กร๊ากๆ

เนื้อหาส่วนใหญ่ของการอบรม ก็เป็นเรื่องของการเป็นอาจารย์นี่แหละค่ะ
หน้าที่ จรรยาบรรณ การออกข้อสอบ การทำตำรา ทำสื่อ ฯลฯ
(ขอบอกว่าอาจารย์ที่เขียนตำราบางท่านได้ค่าลิขสิทธิ์เป็นแสนนะจะบอกให้)
โชคดีที่ปีนี้เขายกเลิกการสอบสอนแล้ว
ไม่งั้นคงได้สอบตกตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน
.................................

เขาเลี้ยงอาหารเที่ยงด้วย
เมื่อวานเป็นหมูตุ๋นยอดผัก แกงจืดเห็ดหอม รวมมิตรทับทิมกรอบ
วันนี้เป็นข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง น้ำตก
ม.กรุงเทพ สมเป็น Creative University จริงๆฮ่ะ


โอ๊ะ อย่าพูดไป ส้มตำอร่อยนะยะ
กรอบๆ กร้วมๆ น้ำปรุงรสเปรี้ยวๆไม่เผ็ดมาก กำลังดี
แซบอีหลี ลุกไปเติมตั้งสองครั้ง
วันก่อนก็กินมังคุดไปเยอะมาก เยอะเหมือนตัวเองเป็นเครื่องบดขยะ
กลืนหาย กลืนหาย แล้วส่งสายตาละห้อยไปทางถาดมังคุดที่พร่องลงไปเรื่อยๆ
ตอนนี้อาจารย์ท่านอื่นๆที่นั่งร่วมโต๊ะกัน รู้หมดแล้วว่านราสันดาน...เอ้อ...นิสัยเป็นไง

แต่...สนที่ไหนล่ะ ฮ่าๆ ด้านได้อายอดย่ะ
................................

ทานข้าวเที่ยงเสร็จก็เข้าอบรมต่อ
อบรมได้ชั่วโมงเดียวก็ถึงเวลาอาหารว่างอีกและ
จะขุนอะไรกันนักหนาเนี่ย
(แต่ก็ซัดไมโลไปอีกสองถ้วย)
ตอนบ่ายมีโรลใบเตยลูกตาล กับพัฟหมูมินิ



พยายามจะยัดให้หมด แต่กินไม่ไหวแล้ว
เลยต้องเหลือพัฟไว้
เวลาเดิน มีเสียงจ๋อมๆในท้องด้วย แถมพุงก็เด้งดึ๋ง เวลาเอามือกดแล้วมันเด้งสู้มือด้วยแหละ
อบรมจบสี่โมงก็กลับเข้าออฟฟิศ ทำงานต่อ
งานเข้า สาดดดดดเอ๊ย
นราอุตส่าห์แอบหวังว่าไอ้ทริปเม็กซิโกนั่น หลังจากเจอเงื่อนไขสุดหินของกองควบคุมโรคเข้าไปแล้วเขาจะยกเลิกทริปไม่มา
ดั๊นรับได้ ยังไงก็จะมา โอ๊ยยยยย พระเจ้าช่างไม่เห็นใจ
ใจคอจะให้ทำงานจนกว่าจะขึ้นเครื่องบินกันเลยใช่ไหมคะ?
..........................

มุกกุ
ใช่แล้วค่ะ นัททำงานที่อิเซตันนั่นแหละ ชั้นหกนะ แผนกนวนิยายโรมานซ์
นี่ก็พยายามใช้เพื่อนให้สังเกตความนิยมของลูกค้าอยู่ว่าแนวไหนมาแรง
เผื่อจะเอามาแปล อิ๊ๆ

หมูหวาน
เอารูปตอนเธอไปสนามบินแล้วเพื่อนๆไปส่งมาให้ดูบ้างสิ
ส่วนเรื่องดักตีหัวหนุ่มเกาหลี นราว่าอย่าเหอะ
บอบบางขนาดนั้น จะทนแรงตีได้เร้อ
แค่เปิดพัดลมเบอร์สาม เนื้อตัวเฮียแกก็ช้ำไปหมดแล้ว
ผอมโกรกอกไก่ซะปานนั้น

แนนคะ
นราเปล่าใช้เวลางานมาอัพบล็อกนะคะ
เพราะคอมที่ม.มันตั้งโปรแกรมดักป็อปอัพ ทำให้เราอัพรูปไม่ได้
นราขโมยใช้เน็ทข้างบ้านตังหากล่ะ วู้

วิมโป้
ไปจิๆไปโรงเรียนกัน
อยากไปก่อนไม่มีเวลาจะไป เพราะต้องมาจัดการเรื่องทริปงี่เง่าๆ ฮึ่ย

บุ๋ม
โอ้ ไม่คิดว่าจะตามมาหากันจนเจอ ขอบคุณมากนะคะที่แวะมา
แล้วแวะมาอีกล่ะ

น้องโอ๋
ที่ห้อยมือถือรูปน้องเต้าหู้ไม่เคยเห็น เห็นแต่ตุ๊กตา หมอน ไรงี้
แต่นราว่ามันน่าจะมีแหละ เพราะญี่ปุ่นชอบผลิตของน่ารักๆมาหลอกเอาเงินเรา
ขาบุ๋มนราไม่ได้ถ่ายไว้นะ เสียดายๆ แต่กล้องมันไม่ดี ถ่ายใต้โต๊ะไม่ได้
เอาไว้คราวหน้าไม่พลาด
ปล. ชีสเค้กเหมือนน้องจะยังไม่เคยทำนะ