แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553

Newgate Market

ไร้สาระมาหลายเอนทรี่มาก ขออภัย
พอดีสติสตังไม่ค่อยสมประกอบช่วงนี้
วันก่อนเพิ่งไปส่งวิทยานิพนธ์มาค่ะ โล่งหายใจสะดวกเหมือนกลืนวิกส์วาโปรัปเข้าไปทั้งขวด
เพราะว่าพี่คอมเขาเจ๊ง วันนั้นนราเลยต้องแหกขี้ตาไปห้องคอมที่ตึกแลงก์วิธ แก้งานจนเสร็จ เซฟเป็นไฟล์พีดีเอฟ เดินกลับมาพรินท์ที่ห้อง พรินท์เสร็จเอาไปเข้าเล่มที่ร้านของมหาลัย (บริการรวดเร็วประทับใจมากขอบอก ไม่ถึงสามนาทีอ่ะค่ะ ไม่เกินห้าสิบหน้าคิดราคาสามปอนด์) เสร็จแล้วเดินกลับไปตึกแลงก์วิธเพื่อส่งงานอีกที
และแล้วสงครามสิบเอ็ดเดือนของนราก็จบลงค่ะ
จะว่าไปมันก็โล่งๆยังไงไม่รู้นะ ไม่มีอะไรให้ทำแล้ว
นั่งในห้องก็นั่งเฉยๆ เบื่ออ่ะ ไม่รู้จะทำไรดี

แน่นอนว่าพอเสร็จงานก็ต้องเตรียมตัวกลับบ้าน
นรานะเซ็งกะการเก็บของมาก
ของในห้องนี่เหมือนเห็ดรา เก็บตรงนั้นเสร็จไหงตรงนี้มันงอกออกมาใหม่อีกแล้ว ไม่เข้าใจ
ขยะงี้บาน
กล่องเปล่าที่สะสมไว้ พอเราแกะมันกางออกมาเพื่อที่จะเอาไปทิ้งขยะรีไซเคิล หนาตั้บแบกแทบไม่ไหว
เดินไปก็ปล่อยเศษกระดาษแข็งร่วงกราวเป็นทาง
ช่วงนี้ก็พยายามไปเที่ยวเมืองอื่นๆ ก่อนกลับ
เดี๋ยวอีกไม่นานจะไปเที่ยวกลอสเตอร์ไชร์ด้วย
แต่ก่อนหน้านั้นต้องตระเวนซื้อของที่ระลึกไปฝากญาติโยมทางเมืองไทยก่อนค่ะ
วันนี้ก็เลยเข้าเมืองคนเดียว ไปเดินเล่นด้วย ซื้อของด้วย
สำหรับผู้ที่กำลังจะมายอร์กนะคะ
มานิวเกท มาร์เก็ทด้วย ไม่งั้นจะหาว่าสมตุ้ยไม่บอกไม่กล่าวแหล่งของดีไม่ได้นะเอ๊อะ

นิวเกท มาร์เก็ท อยู่ตรงที่ถนนมาร์เก็ทสตรีทตัดกับพาร์เลียเมนท์สตรีทค่ะ
จุดสังเกตคือน้ำพุตรงกลางจตุรัส ใครๆก็รู้จัก
ตรงนี้วันดีคืนดีก็จะเป็นที่จัดงานเทศกาลต่างๆ
อย่างตอนนี้ก็มีเทศกาลอาหารอยู่ น่ากินมากแต่ไม่มีตัง
บางทีก็มีคนมาจัดการแสดงเปิดหมวกอยู่บ่อยๆ ตั้งแต่ตัวเล็กตัวน้อยไปจนถึงคุณตาผมไม่มี
ตลาดนิวเกทที่ว่านี้ ก๊อเป็นตลาดอ่ะนะ
ขายผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ เสื้อผ้า
อารมณ์ประมาณตลาดอ่อนนุชบ้านเรามั้ง แต่พวกอาหารของสดนี่เหมือนเจ้าของเขามาเอง
แผงขายผัก อาจจะแพงกว่าในซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างมอร์ริสันหรือเซนส์บิวรี่นิดหน่อย แต่คุณภาพต่างกันเยอะอย่างเห็นได้ชัด
(ไม่ทุกอย่างหรอกแต่ส่วนใหญ่ เดี๋ยวจะหาว่าโฆษณาเกินจริง)
มะเขือเทศลูกกลม โต เกลี้ยงเกลา แดงฉ่ำ
ขนาดนราไม่ชอบมะเขือเทศยังรู้สึกว่ามันน่ากินจังเลยอ่ะ
ผักมีมาตามฤดูกาล อย่างหน่อไม้ฝรั่งถ้าไปตอนเดือนพ.ค.จะเยอะมาก อวบอิ่ม น่ากินสุดๆ ถ้าไปซื้อตอนนี้จะได้หน่อไม้ฝรั่งที่เหมือนขุดขึ้นมาจากซากอารยธรรมเมโสโปเตเมีย

ตรงกลางตลาดปกติจะขายพวกถุงเท้า เสื้อไหมพรม อุปกรณ์ของใช้ในบ้าน แต่วันนี้ทำไมเป็นร้านดอกไม้ไม่ทราบ ดอกไม้ที่นี่ที่ราคาถูกจะเป็นพวกคริแซนธิมัม นาร์ซิสซัส แดฟโฟดิล ช่วงนี้ดอกดาห์เลียออกเยอะก็ราคาถูก กำละปอนด์เดียว เวลาซื้อคนขายจะเอาดอกไม้ไปห่อกระดาษให้ แล้วแถมอาหารดอกไม้เหลวๆให้มาด้วย

แผงตรงนี้ขายหัวดอกไม้บานเบอะค่ะ
อยากซื้อกลับบ้านแต่คงไม่ผ่าน ตม.

ตรงนี้ใครชอบหนังสือ ห้ามพลาด อย่าพลาด อย่าบังอาจพลาด
เป็นมุมขายหนังสือมือสอง ดูเหมือนไม่ตั้งใจขายเพราะเอาลังกระดาษมากองๆตั้งๆแล้วก็อยู่ยังเงี้ยทั้งวัน
แต่ๆๆๆ อย่าให้รูปลักษณ์ภายนอกมาหลอกท่านได้
หนังสือทุกเล่มในร้านนี้สองปอนด์เท่ากันหมด
ค้นดีๆท่านอาจเจอหนังสือที่ท่านตามหามาแสนนานในราคาถูกบัดซบก็ได้

The Historians เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ เล่มหนาเตอะ
ที่ไทยขายไม่ต่ำกว่าเล่มละสามสี่ร้อย
ที่นี่ สองปอนด์ = ร้อยบาท
ถึงเป็นมือสองแต่สภาพดีมาก สันไม่งอด้วย
หนังสือดีๆอย่างของ John Grisham, Stephen King, Tom Clancy มีให้เลือกมากมาย
พวกหนังสือชิคลิท แบบสาวนักช้อปตะลุยโน่นตะลุยนี่ก็มี
วันนี้นราน้ำตาแทบร่วง
เจอ Encore Provence ของ Peter Mayle ที่เขียน A Year in Provence กับ Toujours Provence ฉบับภาษาไทยจัดพิมพ์โดยมติชน
เล่มนี้เหมือนจะยังไม่ออกมาเป็นภาษาไทย คิดว่าน่าจะออกมาให้ชื่นใจในงานหนังสือเร็วๆนี้
คว้าแบบไม่คิดเลย
จริงๆมีหนังสือเล่มอื่นที่อยากได้ อย่าง Under the Tuscan Sun ของ Frances Meyes แปลไทยโดยมติชนเหมือนกัน อยากได้มากกก แล้วยังมีหนังสือทำนองนี้อีกเป็นตั้ง ไม่ติดว่ากระเป๋าเดินทางจะระเบิดแล้วจะซื้อมาให้หมดเลยจริงๆ

หนังสือบางเล่มอาจจะซีดไปสักหน่อย เพราะตั้งไว้ให้แดดเลียหลายวันหลายคืน
แต่หนังสือดีก็คือหนังสือดี
ถึงพิมพ์ลงบนกระดาษทิชชู่ก็ยังเป็นหนังสือดี
ไม่เหมือนพวกหนังสือ "สักแต่เขียน" ที่ทะลักทะล้นเต็มร้านหนังสือเดี๋ยวนี้
ไอ้ประเภท "วิธีหาผัวฝรั่ง" "คำสารภาพของสาวนักอึ๊บ" "คัมภีร์สยบผู้ชายแทบเท้า" "ดิฉันเป็นฮิสทีเรีย" "สาวไส้ไซด์ไลน์" "เมื่ออกหักรักคุดตุ๊ดเมิน" และเก้าโลเก้าลากยาวไปถึงอาบูดาบี
อีแบบนั้นพิมพ์ลงบนกระดาษอาร์ทอย่างดีสี่สีประดับเกล็ดคริสตัลชวารอฟสกี้ยังไม่อยากจะอ่านเลย

การไปเดินตลาดนี่
นอกจากจะได้ของที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นผักสดจากไร่ ปลาสด หรือหนังสือดีๆ
เรายังได้เรียนรู้ความเป็นอังกฤษไปด้วยนะ
ป้าร้านขายผักร้านนึง ร้านที่อยู่หน้าร้านปลา เค้าจะมีสำเนียงการเรียกลูกค้าที่ประหลาดมาก
ไม่รู้จะอธิบายยังไง ลอกเสียงเขามาสะกดให้ฟังเลยละกัน ลองออกเสียงตามแบบลากยาวๆยานๆหน่อยนะจะได้อารมณ์มาก
"สตร๊อบะหรีจุสท์วั้นพ่าวน์อี๋ช คว้อลิฝล่าวเหวอร์ฟิ้ฟติเผนซ์ พี้ชแอนด์เน็กทะหรีนเธ้ออิฟ้ายฟ์เพนซ์อี๋ช" (Strawberries just one pound each, cauliflower fifty pence, peach and nectarine thirty-five pence each)
ใครมาลองแวะไปฟังดูได้
Yorkshire English แต๊ๆเจ้า
ปล.ช่วงนี้พีชน่ากินมาก ลูกใหญ่ สด หอม ถ้าแผงตั้งตรงที่แดดส่องนะเวลาเดินผ่านได้กลิ่นลูกพีชหอมฟุ้งไปทั่วเลยค่ะ

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

I Hate Technogy

ถ้านราเคยสงสัยสิ่งที่โมมดจิพูด
ว่าตัวเองนั้นหรือคือ Trouble Magnet
อารมณ์แบบว่า เฮ้ย จริงเร้อ ไม่จริงมั้ง
วันนี้ค่ะ เชื่อแล้ว
ขอคารวะแม่หมอโมมดจิจากใจจริง
คอมเจ๊งค่ะ
.
แอร๊ยยยยยยยยย
อยากจะตะโกนกู่ร้องให้ก้องฟ้าเป็นอักษรลิ่มคูนิฟอร์ม
ร้อยวันพันปี กรูอยู่ว่างๆไม่เคยเจ๊ง
มันต้องมาเสียเอาช่วงเข้าด้ายเข้าเข็ม ช่วงเฉียดเป็นเฉียดตาย ช่วงโค้งสุดท้าย ช่วงลูกผีลูกคน
ไอ้เทคโนโลยีนี่ เชื่อไม่ได้ยิ่งกว่าสัตว์หน้าขนอีก
ยังดีว่าก่อนหน้านี้ เหมือนจะรู้ เพราะแบ็กอัพข้อมูลใส่แฮนดี้ไดรฟ์กับเมล์หาตัวเองไว้ก่อนแล้ว
ก็เลยยังไม่สติแตก แต่ทำงานไม่ได้ ต้องเดินไปใช้คอมที่ตึกเรียน ห่างออกไปสิบห้านาที
.
อาการคอมทรยศ
วันแรกเปิดเครื่อง มันบอกว่า จะ activate windows ตอนนี้เลยมั้ย
งง เกิดมาไม่เคยโดนถามแบบนี้ พอลองกดตกลง มันบอก เข้าวินโด้ไม่ได้ เพราะหมายเลขผลิตภัณฑ์ของคุณไม่ถูกต้อง และวินโด้ของคุณไม่ใช่ของแท้
ฟายยย ของไม่แท้บ้านพ่อง
เห็นอยู่กะตาตอนคนขายลงโปรแกรมให้ ถอดจากกล่องมา มีสติกเกอร์ของแท้แปะมาด้วย ไม่แท้ห่านไร
พอกด activate later มันก็ล็อกออฟ เป็นหน้าจอฟ้าๆ
แน่นิ่งไป กดล็อกอินใหม่มันก็วนไปหน้าจอเดิม
วนลูปอยู่อย่างนี้ ยังไงก็เข้าวินโด้ไม่ได้
.
วันที่สอง ดีขึ้นหน่อย
กดเปิดเครื่องแล้วไปอึ
กลับออกมาก็เห็นว่ามันเข้าหน้าเดสก์ท็อปได้แล้ว
แต่วอลเปเปอร์หายไป กลายเป็นหน้าจอดำมืดเหมือนมิติที่สี่
โปรแกรมบางอย่างหายไป เหมือนว่าวินโด้เรามันเป็นแบบไม่สมบูรณ์
แต่ยังดีว่าเข้าเน็ทได้ (หลังจากพยายามนานมาก) ทำงานอะไรก็ยังได้ดีอยู่
.
นราพลาดด้วยการปิดคอม
คือเป็นคนดีค่ะ ไม่อยากเปิดคอมทิ้งไว้นานๆ สงสารกลัวพี่เค้าเหนื่อย
ไม่คิดเลยว่าพี่เค้าจะทรยศด้วยการกามิกาเซ่เอาดื้อๆ
วันนี้ลองเปิดคอม เจอหน้าจอเดิม เข้าเดสก์ท็อปได้เหมือนเดิม
แต่ต่อเน็ทยังไงก็ไม่ติด
เปิดๆปิดๆอยู่สามสี่ครั้ง
พอมัดมือชกบังคับให้พี่เค้าปิดเครื่องครั้งสุดท้าย
พี่เค้าก็สิ้นลมหายใจไปเลย
คราวนี้เข้าอะไรก็ไม่ได้ กลายเป็นหน้าจอสีดำมืดมนอนธการ
ฮือ
.
นราโทรหาแอนดรูว์ แอนดรูว์บอกจะมาดูให้ตอนบ่ายสาม
นราเลยไปใช้คอมที่ห้องคอมจนถึงบ่ายสองกว่าๆ
คีย์บอร์ดอังกฤษมันต่างจากของไทยเรานิดหน่อย
พิมพ์ไม่คุ้นมือ พิมพ์ผิดบ่อย
หงุดหงิดอิ๊บอ๋าย
เมนก็จะมา อารมณ์แปรปรวน
ม่าง ชีวิตมีสีสันจริงๆให้ตาย
.
แอนดรูว์บอกว่าเขาแก้ไม่ได้ เพราะไฟล์มันเจ๊งไปแล้ว
เข้าวินโด้ไม่ได้ กดอะไรก็ไม่ได้เลย
เขาเลยลง OS อื่นให้แทน ชื่อ Obuntu
เป็นโปรแกรมที่พัฒนามาจากลีนุกซ์ ชื่อเรียกยากนราเลยตั้งชื่อให้ใหม่ว่าบันดี้
หน้าตาแปลกๆ ปุ่มแปลกๆ ใช้ยาก
แต่บ่นไม่ได้
มีคอมทำงานได้ก็บุญแล้ว
.
กำลังคิดว่าต้องไปแมนเชสเตอร์ทำบุญที่วัดไทยมั่งแล้ว
เป็นมนุษย์กรรมหนาจริงๆ
เดือนสิงหาทั้งเดือนมีแต่เรื่องไม่หยุดไม่หย่อน
นี่ถ้าสัปดาห์หน้ามีอะไรซวยๆเกิดขึ้นอีกจะไม่สงสัยเลย
.
ตอนนี้วิทยานิพนธ์ก็ใกล้เสร็จละ
แต่ก็เป็นแค่ฉบับร่างอันแรก แน่นอนว่าพอให้อ.ที่ปรึกษาอ่านแล้วต้องมีแก้อีกบาน
เหนื่อยจังเลย ช่วงนี้ตื่นมาแล้วเนื้อตัวมันจะเหลวๆเหมือนไม่มีแรงไงไม่รู้ ปวดเมื่อยไปหมด
หรือเป็นเพราะน้ำหนักขึ้นหว่า
ค่ะ ขึ้นมาห้าโล โอ้มายโก๊ช
อ้วนตั้บเหมือนไหกระเทียมต่อขาไม่มีผิดเลย
ปัญหาเรื่องวีซ่ายังไม่มีความคืบหน้าใดๆ
หงุดหงิดเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะทำไง ได้แต่รอ
เป็นกำลังใจให้สมตุ้ยด้วยนะคะ

วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Bee Attack

ขณะนี้เวลาตีห้าครึ่ง
ชาวบ้านชาวช่องเขายังนอนหลับกันอิ่มสิ่ม
แต่อีนี่ตื่นมาทำไม? เรามาค้นหาความจริงกัน
.
เรื่องของเรื่องคือ เมื่อคืนฝนตก
แล้วนราก็เปิดหน้าต่างทิ้งไว้ทั้งคืน ลืมปิดด้วยแหละ อีกอย่างฝนตกแล้วอากาศมันเย็นสบายดี เมื่อวานตอนกลางวันอากาศค่อนข้างนิ่ง เลยร้อนๆ อบๆ ก็เปิดหน้าต่างไว้ตั้งแต่บ่ายๆ
ตื่นมาตอนตีห้าด้วยเสียงบี่ซซซ บี่ซซซ ป่อกแป่กๆๆ
เสียงไรฟะ
ก็กลิ้งตัวขึ้นมาดู หาต้นตอของเสียงว่ามันมาจากไหน มันคืออะไร
มองไปที่ห้องน้ำ
เจอไอ้เสื้อลายเหลืองดำ เกาะนิ่งๆอยู่ตรงประตูห้องน้ำสองตัว
อืม สองตัวเอง ไม่เป็นไรเดี๋ยวหาแก้วครอบแล้วเอาไปปล่อย
เหลียวมองหาแก้ว สายตาบังเอิญเหลือบขึ้นไปมองไฟติดผนัง
ฉิบหาย
มากันทั้งรัง
เมิงไม่มีอะไรทำกันแล้วหรอ ไปปาร์ตี้ที่อื่นเด้
.
ผึ้งเยอะมาก ประมาณสิบกว่าตัวได้
เกาะโคมไฟบนเพดานบ้าง บินชนอย่างไม่หยุดหย่อนบ้าง เป็นต้นเหตุของไอ้เสียงป่อกแป่กๆที่ได้ยิน
สันนิษฐานว่ามันหนีฝนเข้ามาหลบในห้องเรา ตามทฤษฎีจากหนังเรื่อง Bee Movie ที่บอกว่าผึ้งบินฝ่าฝนไม่ได้
ตอนนี้ใช้ชีวิตแบบน่าสมเพชเวทนา อยู่ในห้องตัวเองแท้ๆต้องใส่รองเท้าเดิน กลัวไปเหยียบไอ้ที่มันตายแล้วหล่นลงพรม
ใครไม่เคยโดนผึ้งต่อยตรงส้นเท้า ไม่เข้าใจความทรมานหรอก
นราเคยเดินไปเหยียบซากผึ้งตอนสมัยยังอยู่บ้านที่สมุทรปราการเข้า โอ้โหพ่อคุณเอ๊ยทั้งเจ็บทั้งคัน เกาก็ไม่ได้ จั๊กกะจี๋ กว่าจะหายก็กระเผลกไปนาน
.
กลับมาที่ปฏิบัติการย้ายผึ้งออกจากห้องโดยละม่อมต่อ
นราหยิบแก้วมา กับหนังสือ APA Referencing Style เล่มบางๆหนึ่งเล่ม
เป็นการจับผึ้งที่เปี่ยมไปด้วยความรู้มาก
เล็งไอ้ตัวที่มันเกาะตามผนังนิ่งๆไว้ก่อน เพราะมันเหนื่อยแล้วมันจะไม่ค่อยขัดขืน มันจะยอมให้เราครอบแต่โดยดี
เอาแก้วครอบปุ๊บ เอาหนังสือสอดปิดปากแก้ว แล้วเอาไปเขย่านอกหน้าต่าง
กำจัดไปได้ประมาณสี่ห้าตัว
ส่วนที่เหลือ เหมือนมันรู้แกว
ม่างบินขึ้นไปสามัคคีชุมนุมกันอยู่บนโคมไฟ ซึ่งมันโค้งๆ มนๆ
เอาแก้วครอบไม่ได้ เดี๋ยวครอบแล้วมันบินหลุดออกมาต่อยเอาทำไงอะ
อีกตัวยิ่งฉลาดใหญ่
ไปเกาะอยู่บนเครื่องตรวจจับสัญญาณควันไฟไหม้
มันต้องรู้แน่ๆ ว่าเราไม่กล้าไปจับไอ้เครื่องที่ว่านี่ กลัวมันร้องแล้วต้องจ่ายเงิน
ผึ้งไอน์สไตน์ น่ากลัวมาก
.
นั่งๆพิมพ์อยู่นี่ ต้องโยกหัวหลบผึ้งเวลามันบินไปทั่ว
เมื่อกี๊ก็มีตัวนึงบินเฉียดกบาล แบบเข้ามาติดอยู่ในผมอ่ะ
ไปบินที่อื่นได้หมายยยย
เปิดหน้าต่างทิ้งไว้กะจะให้พี่ท่านจากไปโดยสันติ
ปรากฏ บินเข้ามาอีกสามสี่ตัว
ขอบคุณมากเลย
กำลังคิดอยู่ว่าจะปิดหน้าต่างแล้วรอให้มันตายไปหมดเองดีไหม จะได้เอาซากไปฝากแซมด้วย เพราะที่บ้านเขามีต้นกาบหอยแครงที่มันกินแมลงอยู่
แต่ก็ออกจะโหดร้ายเกินไป
ยิ่งตอนนี้มีแต่เรื่องซวยๆ ก็เลยอยากจะทำตัวดีๆ ทำบุญทำอะไรมั่งเผื่อจะมีโชคเข้ามาบ้าง
.
ตอนนี้ผึ้งเงียบกันไปแล้ว
คาดว่าคงจะเหนื่อยหลังบินชนไฟมาทั้งคืน
รอก่อนเหอะ เมิงแยกกันอยู่เดี่ยวๆเมื่อไหร่โดนครอบเอาไปทิ้งแน่
ตอนนี้ไม่กล้ายุ่ง กลัว
ว่าแต่เลิกบินมาโฉบตรงหน้าได้มั้ยยยย เว้ย
ขันติเริ่มจะแตกแล้ว
อยากเอาอะไรฟาด แต่เคยอ่านหนังสือเขาบอกว่า เวลาผึ้งตายมันจะส่งกลิ่นมาเรียกพวกมันไปแก้แค้นให้
กลัวมันจะแห่แหนกันมาทั้งรังเหมือนฝรั่งแห่ไปฟูลมูนปาร์ตี้ เลยได้แต่ฝากไว้ก่อน
.
จริงๆมันก็ไม่ได้ทำร้ายเรา
แค่ทำให้เสียวเล่นๆ โฉบไปโฉบมา
ก็นะ เขาก็มาอาศัยหลบฝน
แต่เช้าแล้วช่วยกลับรังเถอะขอร้อง
กลัวบางตัวที่มันตายหล่นลงไปในผ้าห่มในรองเท้าจังอ่ะ
ประสาทหลอนแล้วตอนนี้

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Thunderstorm

ตอบจดหมายจากทางบ้านก่อน
โมมดจิ
ถ้ามาคงให้ซ้อนท้ายจักรยานไม่ได้อ่ะค่ะ ผิดกฏหมาย ดีไม่ดีพากันกลิ้งลงเนินทั้งคู่ ยิ่งตอนปั่นขึ้นเนินหน้าหอนะ ไม่อยากจะเซด เห็นมันไม่ชันเท่าไหร่ทำไมหนืดงี้ฟะ เข่าแทบป่น
มะแอ้
ไม่ต้องห่วงตอนนี้ Tokyo Drift สุดๆ สามารถปั่นไปกลับตามถนนใหญ่จากหอไปห้องสมุดกับหมู่บ้านท้ายมหาลัยได้แล้วโดยไม่ลังเลเวลาเจอรถที่วงเวียน ปาดหน้าแม่งเลย ยังไงมันก็ต้องหยุดให้เรา ฮะเหย ฮะเหย
.
วันก่อนได้รับ shocking news จากคณะ
ว่าที่สมัครเรียนต่อป.เอกไปน่ะ ไม่ผ่าน
ในจดหมายให้เหตุผลว่า เพราะคุณยังไม่จบป.โท เรายังไม่เห็นวิทยานิพนธ์ของคุณ ไม่รู้ว่าคุณจะได้คะแนนสูงพอสำหรับป.เอกหรือเปล่า ตอนนี้มันกระชั้นไปนะ ไว้สมัครปีหน้าก็แล้วกัน
ความฉิบหายมาเยือน
จำได้ว่าตอนนั้นเปิดเพลงฮิปฮอปของนิคกี้ มินาจอยู่ อารมณ์แบบลดฮวบกะทันหัน ต้องปิดเพลง แล้วนั่งนิ่งๆ เอ๋อๆ แสดงความเคารพต่อหน้าท่านอีเมล์ผู้กำหนดชะตาชีวิต
พอตั้งสติได้แล้วก็โทรหาอาจารย์ที่ปรึกษา เดชะบุญวันนี้ท่านอยู่ในออฟฟิศ ปกติจะตระเวนเดินสายทั่วโลก นานๆได้เจอที
ได้ความว่า
เพราะเขายังไม่เห็นวิทยานิพนธ์ของเรา ทางคณะเลยตัดสินจากผลการเรียนในเทอมที่ผ่านๆมา ซึ่งนราได้คะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ที่เขาต้องการ คือ 60 ขึ้นไป นราได้ 66 แค่วิชาเดียว ที่เหลือคือ 57 55 และ 51 -_-
(ต่ำลงเรื่อยๆ สมควรแล้วที่เขาไม่เอา)
สรุปแล้วคือ นรายังไม่ดีพอ
สำหรับเทอมเดือนตุลานี้ หมดหวัง เข้าเรียนไม่ได้
รออีกที มกราคมเดือนหน้า ซึ่งมันก็เฉียดฉิวมาก เพราะกว่าคะแนนป.โทจะออกก็เดือนพฤศจิกายน
แต่ปัญหาคือ สามเดือนกว่าจะถึงมกรา กรูจะไปอยู่ไหน จะทำอะไร ยังไง
เป็นความลับดำมืดที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้
.
ข้อดีของการที่เราเจอเรื่องเฮงซวยในชีวิต
คือการที่เราจะได้รู้ว่า ใครมั่งที่อยู่เคียงข้างเราเวลาเราอยากตายสุดๆ
เพื่อนคนอังกฤษที่เรียนป.เอกที่นี่อยู่ ชื่อแซม พอรู้ว่านราโดนปฎิเสธจากมหาลัย ก็มาหาที่หอเลย ถามว่าเป็นอะไรมั้ย มีอะไรให้เขาช่วยได้มั้ย เสนอตัวจะช่วยเรื่อง research proposal สำหรับสมัครครั้งต่อไป นราประทับใจมากเลยที่เขาพูดอย่างหนึ่ง
"Well there's nothing you can do now, but what WE can do is that WE are gonna make your dissertation good enough for York to accept you"
น้ำตาไหลเป็นอ่างอ่ะ
.
เพื่อนจำนวนมาก ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง ทั้งที่อยู่ไทยอยู่ยอร์ก ต่างพากันมาปลอบใจหมาขี้แพ้ในเฟซบุ๊กกันล้นหลาม เป็นกำลังใจให้นรามากมาย ก็ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
เจ้าของบ้านคนที่นรากะว่าจะย้ายไปอยู่ด้วยเดือนกันยานี้ ตอนนี้แกอยู่ฝรั่งเศส ไปทำงาน แต่พอนราเมล์ไปอธิบายสถานการณ์ให้เขาฟัง เขาก็โทรกลับมาหา ถามว่าเป็นอะไรมั้ย ถ้าบอกว่าแกร้องไห้ด้วยจะเชื่อมั้ยเนี่ย แต่เรื่องจริง แบบว่าเสียงเขาสั่นๆแล้วบอกว่า ไม่อยากให้เราไปเลย มีอะไรให้เขาช่วยก็บอกนะ ไม่ต้องเกรงใจ ใช้ชื่อเขาเป็น supporter ก็ได้
นราก็เอ้า ซาบซึ้งกินใจ
.
ถามว่าตอนนี้เครียดไหม
เครียดฉิบหาย
ผมร่วง นอนไม่หลับ หัวใจมันกระสับกระส่าย
เหมือนคนไม่บาย ใจหายมาหลายคืน
(ยังจะตลกแดกนะเมิง)
ไม่รู้จะทำยังไง ทำอะไรก่อนหลัง
ทางออกน่ะมันก็มี แต่มันมีปัญหาเบ้งๆรออยู่ทุกประตูทางออกเลยอะดิ
ถ้าเลือกเปลี่ยนวีซ่าเป็นวีซ่าสำหรับทำงาน ต้องมีเงินในบัญชีมากกว่า 800 ปอนด์ไม่ต่ำกว่าสามเดือน แล้วนรามีที่ไหนล่ะนะ เงินเดือนเดือนนึงสี่ร้อยเองเหอะ
ถึงเขาอนุญาตให้ใช้สเตตเมนท์ของพ่อแม่ได้ นราก็ไม่รู้ว่าเขามีเงินจำนวนนั้นอยู่ในบัญชีหรือเปล่า หาเรื่องเดือดร้อนให้เขาอีก
ถ้าเลือกจะหาอะไรเรียนไปพลางๆสามเดือนเพื่อรอเรียนต่อป.เอกปีหน้า แน่นอน ต้องใช้เงินมากมายมหาศาล ไหนจะค่าเรียน ค่าใช้จ่าย ค่าทำวีซ่าก็แพงจะตายห่าแล้ว
แล้วนี่ยังไม่รู้เลยว่า ม.ที่ไทยจะว่าไง จะให้อยู่ต่อไหม หรือจะให้กลับ
ชีวิตสับสนมาก ความรู้สึกตอนนี้เหมือนแมงวันโดนครอบอยู่ในขวด
ได้แต่บินชนผนัง บี่ซซซ บี่ซซซ บี่ซซซ
.
เอาเป็นว่าวันจันทร์จะไปคุยกับเจ้าหน้าที่มหาลัย ขอคำปรึกษาดูว่าเราจะทำอะไรได้มั่ง
นราใช้หลักเหตุผลร่วมกับหลักสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกแล้ว
บนไว้ว่า ถ้าสามารถอยู่ในอังกฤษได้ต่อจนกว่าจะปีหน้าโดยไม่มีปัญหา มีคนให้ทุนซัพพอร์ท ได้วีซ่าฉลุย และปีหน้าได้เรียนป.เอก (ไม่ยอร์กก็ลีดส์) จะงดเว้นเนื้อสัตว์ทุกชนิดไปตลอดหนึ่งปี เอาจริงนะเนี่ย
ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าโชคชะตาจะเลิกเล่นตลกกะชีวิตซะที
อาจจะเป็นเหมือนที่โมมดจิบอกก็ได้ คือนราเป็น Trouble Magnet ดึงดูดแต่เรื่องซวยๆเข้ามาในชีวิต
เมื่อไหร่จะมีเรื่องดีๆมั่งว้า
.
ตัวเลือกสุดท้าย ถ้าสองวิธีข้างบนไม่เวิร์ก
คือหาใครสักคนที่ถือสัญชาติอังกฤษมาแต่งงานด้วย
ฮ่าาาาาาา ความคิดชั่วร้ายจริงๆ
แต่น่าแปลกมากนะ พอลองถามแซวๆเพื่อน ปรากฏแม่งเก็บไปคิดจริงแฮะ
มันบอก "well I got nothing to lose when you divorce me, so I think it's alright. When do you wanna get married?"
เล่นเอาปฏิเสธแทบไม่ทันฮ่ะ
หนุ่มอังกฤษนี่ ใจง่ายจริง อิอิ
.
คำคมประจำวันนี้
Nothing goes according to plan

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Ride and Shine!

มีเพื่อนดี ถือเป็นศรีแก่ตัว
เมื่อสองสามวันก่อน แอนดรูว์ เพื่อนคนอังกฤษ ที่รู้ว่านรากำลังจะย้ายบ้าน มาถามว่าอยากได้จักรยานไหม เขาเห็นมีคนโฆษณาขายอยู่คันหนึ่ง เผื่อย้ายบ้านแล้วจะได้เดินทางไปไหนมาไหนง่ายขึ้น
นราบอกว่าก็ดีนะ แต่เส้นทางอะไรก็ไม่รู้จัก ปกติเดินเอาไม่ก็รถเมล์ แถมตอนนี้ถังแตกอีกตะหาก
แอนดรูว์บอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวออกตังค์ซื้อไปให้ก่อน มีเงินเมื่อไหร่ค่อยเอามาคืนก็ได้
ใจดีสุดๆ
สรุปว่าวันนี้เลยได้จักรยานใหม่มาคันนึง จริงๆไม่ใหม่หรอกเพราะเป็นของมือสองอะนะ แต่สำหรับเรามันใหม่เพราะไม่เคยใช้มาก่อน
สีม่วงตะแหลนแป๋น เหมาะกับเจ้าของตอแหลๆแบบเราดี

เจ้าของเก่า ท่าทางจะเป็นนกกระยาง
อานนั่งยกสูงมากกกกก ขึ้นไปนั่งแล้วตูดกระดกเหมือนตลกคาเฟ่ ต้องให้แอนดรูว์ช่วยไขลงให
จักรยานขายมาพร้อมกับล็อก ล็อกเหนียวมาก ทั้งดันทั้งดึง กด กระชาก บิด หมุน กว่าจะไขเสร็จก็ท้องพอดี ไขล็อกนี่เหนื่อยกว่าปั่นจักรยานอีก มือดำหมด
เพราะว่าไม่ได้ปั่นจักรยานมานานมาก ถ้าจำไม่ผิดครั้งสุดท้ายที่ปั่นคือม.ปลาย ห้าปีกว่าแล้วอ่ะ
พอขึ้นไปนั่งบนจักรยานใหม่ มันก็ยังปั่นได้นะ แต่ไม่แข็ง
ปั่นแล้วสั่นๆเหมือนสาวพรหมจรรย์ต้องมือชาย เพียงแต่อันนี้ถ้าพลาดท่าเสียทีคือตายลูกเดียว แบบว่าพุ่งหลาวลงเนิน หรือรถเมล์คาบไปแดก
ทั้งจักรยาน ล็อก และแถบสะท้อนแสง รวมแล้วราคา 20 ปอนด์ ถูกมาก
มิน่าตาแอนดรูว์ถึงได้ตื่นเต้นนัก อยากให้ซื้อ แถมเป็นจักรยานกึ่งเสือภูเขาด้วย มีเกียร์ห้าเกียร์ ถ้าโซ่มันตกร่องทีก็ไม่รู้จะทำไง
.
พอดีว่าตอนแอนดรูว์เอาจักรยานมาให้ นรากำลังจะออกไปซื้อของกินเข้าหอพอดี เลยได้ลองของใหม่แบบชวนตาย ปั่นข้ามเมืองไปซื้อของ
โอ๊ยยยยน่ากลัวมาก ปกติที่ไทยก็ไม่ค่อยได้ปั่นจักรยานออกถนนใหญ่อยู่แล้ว ยิ่งมาอยู่นี่เส้นทางอะไรก็ไม่คุ้น รถรา ไฟจราจรอะไรก็ไม่คุ้น กลัวจะตายห่า ปั่นไปเหงื่อออกเต็มเลย เวลาจะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาเขาต้องยกมือขอทาง นราไม่ยกอะ ไม่กล้าปล่อยมือ เสียวล้ม
ใช้สมาธิหนักมาก ยิ่งกว่าอ่านหนังสือสอบอีกให้ตาย
ก็ต้องค่อยๆฝึกต่อไป ถ้าไม่เห็นมาอัพบล็อกอีกก็อาจจะแปลว่าตกจักรยานฉิบหายไปแล้วนะคะ
.
ก่อนหน้านี้ ไม่ค่อยได้ไปว่ายน้ำแล้ว
เหตุผลหลักคือขี้เกียจเดินไกลๆ ตอนนี้มีจักรยานแล้ว อ้างไม่ได้ละ
แต่ก็ดีเหมือนกันจะได้ใช้ค่าสมาชิกให้มันคุ้มหน่อย
จ่ายแต่ไม่ไป บ้านรวยหรือไงอีนี่
.
อึดอัดพุงง่ะ

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Money Is A Biggie!

ใครที่รู้จักนรา
จะรู้ว่านราเป็นมนุษย์ที่จัดการอะไรให้เป็นระเบียบได้เฮงซวยมาก เลินเล่อที่หนึ่ง ผลัดวันประกันพรุ่งอีกอ่ะ พูดง่ายๆคือเป็นคนชุ่ย เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แก้ไม่หาย บางทีก็ซวยเพราะความชุ่ยของตัวเอง บางทีก็ต้องมานั่งเสียใจทีหลังกับความไม่รอบคอบ
เอาเป็นว่าวันนี้ขอเอาเรื่องที่เพิ่งเกิดสดๆร้อนๆ มาแฉเป็นอุทาหรณ์แล้วกันนะ
เผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครก็ตามแต่ที่กำลังจะมาอังกฤษ แล้วเปิดบัญชีที่นี่
.
ตอนนรามาอังกฤษใหม่ๆ แน่นอนว่ายังไม่มีบัญชีเป็นของตัวเอง
ไปไหนมาไหนพกเงินเป็นฟ่อน จนล่วงเข้าเดือนพฤศจิกายนแล้วนั่นแหละถึงได้มีบุญตามเพื่อนไปเปิดบัญชีกับเขาบ้าง ได้บัตรเดบิตมาใบหนึ่ง
ไอ้บัตรนี้มันช่างแสนสบาย เงินสดไม่พอก็รูดเอาก่อนได้ สะดวกเหลือแสน
แถมใช้ซื้อของทางอินเตอร์เน็ทได้อีกแน่ะ
นรา จากเด็กน้อยหลังเขาที่ไม่รู้เรื่องห่าเหวอะไรเกี่ยวกับเงินพลาสติกเลย ก็มีความสุขกับความสะดวกสบายที่ว่านี้มาก
.
พออยู่นานไป เริ่มชิน เริ่มมีการซื้อของซื้อบริการผ่านการหักเงินโดยตรงจากบัญชี
เช่น ฟิตเนสเซนเตอร์ กับค่าโทรศัพท์ ถึงเวลามันก็จะหักเงินออกโดยอัติโนมัต
นี่แหละ จุดเริ่มต้นของเรื่อง
เอาง่ายๆเลยคือ นราเอาเงินประจำเดือนที่ได้จากม.ที่ไทยย้ายไปใส่ในบัญชีอังกฤษไม่ทัน มันตัดเงินค่าโทรศัพท์ไปก่อนแล้ว
ซึ่งตอนนั้นในบัญชีเหลืออยู่สามปอนด์ ค่าโทรศัพท์สิบสามปอนด์ มันจะไปพอได้ยังไง
เงินในบัญชีก็เลยกลายเป็นติดลบสิบปอนด์กว่า ซึ่งตอนนั้นนรายังไม่รู้ เพราะนานๆจะเข้าไปเช็กแบงค์สเตตเมนท์ออนไลน์ซะที
หลังจากนั้นสิบวัน เงินมา นราถึงได้ย้ายเงินจากบัญชีกรุงไทยไปใส่บัญชีธนาคารอังกฤษ สามร้อยปอนด์
.
ปรากฏ เมื่อวานนี้ ได้รับจดหมายจากธนาคาร บอกว่าเราใช้เงินเกินบัญชี ถือว่าเป็น overdraft service คือทางธนาคารออกเงินส่วนที่เกินมาให้ก่อน โดยจดหมายที่ว่าเนี่ย บอกว่าให้ใช้เงินคืนให้เร็วที่สุดด้วย ซึ่งก็ไม่มีปัญหา เพราะนราเอาเงินเข้าบัญชีไปแล้ว
แต่ๆๆๆ จดหมายแผ่นที่สองนี่สิ ทำเอาขนหัวร่วงกราว ตรงไหนมีขนมันร่วงหมด เพราะมันเป็นจดหมายอธิบายค่าปรับของธนาคาร
1. เมื่อใช้เงินเกินบัญชี จะมีค่าปรับรายเดือนทันที สิบห้าปอนด์
2. ทันทีที่ให้ธนาคารออกเงินให้ก่อน ธนาคารจะถือว่าเป็นการกู้ยืม เพราะงั้นเงินที่ยืมไปคิดดอกเบี้ย 1.48%
3. และควรจะโอนเงินส่วนที่ต่างเข้าบัญชีทันที เพราะมันชาร์จวันละหกปอนด์สำหรับยอดเงินไม่เกินยี่สิบห้าปอนด์ และมากกว่านั้นตามสัดส่วน
โหดฉิบหาย ยืนอ่านจดหมายนี่รู้สึกได้เลยว่าเลือดไหลซิบๆลงมาตามแผลที่โดน ตัวงี้แบนเลย โดนรีดไถ (แต่ถึงไม่รีดก็แบนอยู่แล้ว)
บอกตามตรงวินาทีนั้นใจสั่นมาก มือเท้าเย็น ปากชา หิวข้าวด้วย ใจหวิวๆ พยายามปลอบใจตัวเองว่าเค้าคงไม่ปรับเรามั้ง เมื่อวานเข้าไปเช็กยอดเงินก็เห็นมีเท่าที่ถอนใช้ไป ไม่มีโดนปรับหนิ แต่อีกใจก็บอกว่า ถ้าเขาไม่ปรับเมิงแล้วเขาจะส่งจดหมายมาบอกเมิงทำไม
ปรึกษาเพื่อนอังกฤษ เขาก็บอกว่าให้โทรไปถามจะดีกว่า
นราก็โทรไป ด้วยใจที่สั่นไหวและมือที่สั่นเทา
.
คุยเสร็จ เครียดเลย ปวดหัว
สรุป โดนชาร์จจริงๆ 75 ปอนด์เนื้อๆ
ค่าปรับรายเดือน 15 ปอนด์ ค่าปรับรายวัน วันละหกปอนด์อีกสิบวัน เป็น 60 ปอนด์ สิริรวมเลขสวยแต่ซวยคนจ่ายคือ 75 ปอนด์
จะหักออกจากบัญชีเดือนกันยา
นราเพิ่งโดนฟิตเนสเซนเตอร์ชาร์จเพิ่มไปจนถึงเดือนกันยามาหยกๆเพราะไปยกเลิกสมาชิกไม่ทัน จะโดนอีกแล้วหรอเนี่ย จ่ายพร้อมกันทั้งค่าฟิตเนสทั้งค่าปรับเดือนหน้านี่ แดกขยะเปียกแน่ๆ
วิงเวียน ตาลาย ไม่รู้จะทำไง เลยโทรถามเพื่อนคนเดิม เพื่อนบอกไปคุยที่สาขาที่เราเปิดบัญชีไป
.
นราขึ้นรถเมล์ เชื่อมั้ยจำไม่ได้เลยมาถึงเมืองได้ไง เมื่อไหร่ คือมันเหม่อมาก ในหัวคิดแต่ว่า ทำไมๆๆๆๆกูถึงได้ชุ่ย ทำตัวเองซวยเป็นประจำอย่างนี้วะ
เงินตั้งขนาดนั้น ไอ้มีจ่ายนะมีอยู่หรอก แต่มันจะไม่เหลือแดกไง ถึงได้เครียด
ทุกวันนี้ก็แทบจะต้องขโมยอาหารเพื่อนกินอยู่แล้ว
เตรียมเอกสารไปบาน แต่งตัวเรียบร้อย สร้างภาพว่าปกติชั้นไม่ได้ยากจนจนต้องรูดเงินเกินหรอกนะยะ แต่มันเป็นอุบัติเหตุ
ไปถึงก็ทำหน้าน่าสงสารสุดฤทธิ์ เล่าให้เขาฟังอย่างละเอียดว่างี้ๆๆๆ เงินจากไทยมันมาไม่ทันค่ะ เพราะงั้นเดี๊ยนไม่ผิดนะคะ อีกอย่างตอนเปิดบัญชีไม่เห็นมีใครบอกเลยว่าใช้เงินเกินจะโดนปรับหลังอานอย่างนี้
เจ้าหน้าที่เขาก็อ่านๆๆ พยายามหาช่องโหว่ของสัญญาให้เรา สุดท้ายก็บอกว่า เพราะเราไม่เคยเบิกตังค์เกินมาก่อน คราวนี้จะยกเลิกให้ แต่ห้ามใช้เงินเกินอีกภายใน 12 เดือน คราวนี้ช่วยไม่ได้แล้วนะ
นรานี่พยักหน้าด๊กๆๆเหมือนนกหัวขวาน แทบจะคลานไปกราบตีนเขาอยู่แล้ว อะไรก็ได้ค่าขอให้ไอ้เงินจำนวนนี้มันไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกับหนูเป็นพอ
สุดท้าย ถือว่าสวรรค์ยังเมตตา ฟ้ายังมีใจ รอดตัวมาได้ ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนหน้า ไม่ต้องแดกแกลบแทนข้าว
.
ข้อคิดประจำวัน
แบงค์อังกฤษ โคตรโหด โปรดระวัง
เงียบๆ หงอยๆ ไม่เรื่องมาก
แต่ชาร์จทีแม่งเอาตาย
นราก็ได้บทเรียนแล้ว จากนี้ไปคงระวังตัวให้มากขึ้น รอบคอบมากขึ้น
จำไปอีกนานค่ะ

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

"D" Is for the Devil

เดือนพฤษภาและมิถุนาที่ผ่านมา
ชีวิตมีความสุข สนุกสนาน เบิกบานหาใดเสมอเหมือน
ทุกวันไม่ทำอะไรนอกจากกิน นอน ดูชิงร้อยชิงล้านในยูทูป ดูซีรีส์เกาหลี เคโรโระ
วันนี้ ณ ขณะนี้ เดือนสิงหาคม
ถึงเวลาชำระหนี้ค้างจ่ายแล้ว
สม
.
วิทยานิพนธ์ค่ะ Dissertation พิมพ์ไปแสยงมือไป คำต้องห้ามจริงๆคำนี้
ได้ยินคนพูดถึงแล้วจะเกิดอาการมือเท้าเกร็ง ปากบิด ตากระตุกทันที
มันมารอตั้งนานแล้วแหละ เราไม่ทำเอง
โทษใครไม่ได้
ที่ผ่านมาก็อ่านบ้าง ค้นหนังสือมารวมๆไว้มั่ง
คือทำเหมือนขยัน เดินไปหอสมุด อุ้มกลับมาเต็มอ้อมแขน แล้วเอากลับมาตั้งไว้เป็นสิริมงคลที่หัวนอน ไม่ทำห่าอะไรกับมันเลย
ตอนนี้ผลัดวันประกันพรุ่งไม่ได้แล้ว เพราะเวลาน้อยลงทุกที
ภาพที่ท่านจะได้เห็นต่อไปนี้ เป็นภาพจริงจากสถานที่จริง ไม่ผ่านการตัดต่อ ตกแต่งใดๆทั้งสิ้น
เพื่อแสดงให้เห็นว่า คำคำเดียวอย่าง Dissertation ส่งผลต่อชีวิตคนได้มากแค่ไหน
เชิญทัศนา
.
เริ่มที่โต๊ะทำงานก่อน
ตอนนี้มันไม่ใช่แค่โต๊ะทำงานแล้ว แต่เป็นเหมือนห้องเช่าในตัว
เริ่มจากมุมซ้ายสุด
กระป๋องน้ำ ถ้วยชามอาหารที่เอาเข้ามากินในห้องแล้วยังไม่ได้เอาออกไปล้าง วางกองเป็นหอไอเฟล
บางถ้วยมีฟอซซิลเกาะติด น่าเก็บรักษาเป็นวัตถุโบราณของชาติมาก
พัดลม เปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา มอเตอร์จะไหม้แล้วมั้ง
ตรงกลางเป็นกองหนังสือโน้ต เอกสาร ข้อมูลสรุปย่อ ทุกอย่างกองรวมกันเป็นตั้ง
เงยหน้าขึ้นมาก็เป็นโน้ตย่อ โน้ตเตือนความจำทั้งหลาย รวมทั้งพวกตัวอย่างงานเขียน กฎกติกามารยาทกอล์ฟทิปทั้งหลายทั้งปวงอยู่บนนั้นหมด
เรียกว่าหลอกหลอนแบบสเตอริโอเซอราวด์
ปิดท้ายด้วยคอมพิวเตอร์ตัวเดิม ที่ตอนนี้เป็นทั้งชีวิต เป็นทั้งวิญญาณไปแล้ว ใครก็ห้ามแตะคอมกรู หวงยิ่งกว่าปู่โสมเฝ้าทรัพย์อีก

ภาพต่อไปไม่อยากเปิดเผยเลย
อายนะเนี่ย
แต่เอาเหอะ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้รู้ว่าชีวิตนักเรียนนอก (ชุ่ยๆ) มันเป็นยังไงมั่ง นราพร้อมพลีชีพค่ะ
คาดว่าหลังเอนทรี่นี้ออกไป คงหาผัวไม่ได้อีกเลยทั้งชีวิต
ผู้หญิงอะไร ชุ่ยชะมัด
.
ครั้งสุดท้ายที่พับผ้าห่มคลุมเตียงเรียบร้อย
คาดว่าน่าจะเมื่อสามร้อยปีก่อนคริสตศักราชที่แล้ว
ไม่ได้จัดเตียงนานมาก
โปรดสังเกตหัวเตียงก็เลอะเทอะพอกัน
คือติดนิสัยนอนอ่านหนังสือ ง่วงก็แว้บ เอื้อมมือข้ามหัวเอาหนังสือไปแปะไว้ตรงหัวเตียง ชนทั้งตุ๊กตา นาฬิกาอะไรระเนระนาดไปหมด
และเนื่องด้วยโต๊ะมันเต็มแล้ว อย่างที่เห็นเมื่อกี๊
ก็เลยไม่มีที่จะกินข้าว
เลยต้องมานั่งกินบนเตียงแทน
ห่อขาวๆที่เห็นอ่ะ คืออาหารที่สั่งมาค่ะ
ไม่มีเวลากระทั่งจะออกไปซื้อของสดมาตุน อาหารในตู้เย็นเกลี้ยงแล้ว เหลือผักสลัดเหี่ยวๆอยู่ห่อเดียว


ด้วยความที่เหนื่อย
ออกไปข้างนอกมา สัมภาษณ์เพื่อนบ้าง ให้เพื่อนสัมภาษณ์บ้าง ไปหอสมุดบ้าง
พอกลับมามันก็หมดแรง หมดอารมณ์
สะบัดรองเท้ากองๆไว้อย่างที่เห็นเนี่ย
ตีนก็มีอยู่สองตีน ไม่รู้จะมีรองเท้าเยอะอะไรนักหนา
อืม จะบรรยายความเหนื่อยยังไงดีนะ
เคยไหม ที่เหนื่อยกลับมาแล้วคิดว่าจะอาบน้ำกินข้าวก่อน แล้วทำงานนิดนึงแล้วค่อยนอน
แต่พอนั่งบนเตียงปุ๊บ เหมือนเตียงมันดูดพลังงานที่เหลืออยู่น้อยนิดของเราออกไปหมดเลยอ่ะ
ถึงเวลานั้นสิ่งเดียวที่ทำได้คือ ล้มตัวลงนอน เหมือนเวลาช้างล้ม
ไม่ต้องนับ 1 2 3 TKO น็อกเอ๊าท์ในเวลาไม่ถึงนาที
.
สภาพร่างกาย อย่าเห็นจะดีกว่า
อ้วนอีกแล้ว
เพราะเหนื่อยเกินกว่าจะหอบสังขารไปว่ายน้ำ
ไม่ออกกำลังกาย แต่กินเท่าเดิม มันจะไปเหลืออะไร ก็เบอะอะดิ
ออกรอบๆเอวเหมือนห่วงยาง อึดอัดมาก เวลาเอี้ยวตัวอะไรก็รู้สึกได้ว่ารอบตัวเรามีชั้นมันหมูหนาๆพอกอยู่
นอกจากนี้ก็มีสภาพสิวขึ้น ยิ่งเฉพาะพอใกล้ช่วงนั้นของเดือนจะระเบิดเหมือนสนามรบเวียดนาม
โทรมค่ะ ข้อมือก็มีปัญหา
อาจจะเพราะคอมมันตั้งไม่ได้มุมที่ถูกต้อง เวลาพิมพ์แล้วฝืนข้อมือ
โอ้เอ๋ย กว่าจะได้ปริญญาโทนี่เราต้องแลกด้วยอะไรมั่งเนี่ย
เหนื่อยจังเลยยย

วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

The Great Yorkshire Show #1

วันนี้รูปเยอะ โหลดโหด
ใครเครื่องตกรุ่น แนะนำให้ไปถอยเครื่องใหม่ได้แล้ว เพื่ออรรถรสและความสะดวกในการอ่านบล็อกของนราค่ะ เป็นห่วงนะเนี่ย
เรื่องของเรื่องคือ วันนี้ไปงานออกร้านการเกษตรและปศุสัตว์มา
อาศัยอานิสงค์ของปีเตอร์ เพื่อนคนอังกฤษ ที่ทำงานเป็นคนแล่เนื้ออยู่ในงานเอาบัตรฟรีมาให้ เลยเข้าได้ฟรี จากราคาตั๋วมหาโหดยี่สิบปอนด์ ราคานักเรียนแล้วนะน่ะ
งานจัดที่ฮอร์นบีมพาร์คในแฮร์โรเกต ปีเตอร์เมื่อคืนก่อนมาค้างกับแฟนเขาที่มหาลัย ตอนเช้าเลยออกไปด้วยกัน เป็นงานออกร้านที่เจ้าของหมู วัว แกะ หมา บลาๆๆ ผลิตผลการเกษตรทั้งหลายจะเอาของมาอวดกัน
นั่งรถไฟจากยอร์กไปลงสถานีฮอร์นบีมพาร์ค ตั๋วไปกลับห้าปอนด์ยี่สิบ ใช้เวลาประมาณสี่สิบนาที แล้วเป็นไรไม่รู้ขึ้นรถไฟทีไรได้ที่นั่งแบบที่มันหันหลังให้ทางรถไฟวิ่งทุกที เดินทางแบบถอยหลัง
.
จากสถานีรถไฟ เดินไปตัวงานอีกประมาณสามโกฏชาติ โคตรไกล มีการเดินเข้าป่าเข้าดงอีกตะหาก เข้าใจว่าเป็นทางลัด แต่อดไม่ได้ต้องถามปีเตอร์ "เมิงหลอกกรูมาฆ่าทิ้งหรือเปล่าเนี่ย"
ร้านส่วนใหญ่เป็นร้านผลิตภัณฑ์การเกษตรอะไรทำนองนั้น มีร้านไอศกรีมนม ไส้กรอกย่าง ฟิชแอนด์ชิปส์ เด็กเปรตวิ่งเกะกะทางเดิน คนเยอะเป็นหนอน เห็นแล้วนึกถึงบรรยากาศงานพรรณไม้งามที่สวนหลวง ไม่ก็งานหนังสือแห่งชาติตรงซุ้มนานมีบุ๊กส์กับเจบุ๊ก แน่นแบบนั้นเลย
เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัด ปีเตอร์เลยพาเข้าห้อง บ้าเหรอ พาเข้าไปในอาคารจัดแสดง แบ่งออกเป็นสามโซน โซนอาหาร โซนนมเนย แล้วก็โซนพืชผักต่างๆ
.
เนยยยยย
เห็นแล้วอยากเอาหน้าลงไปไถๆๆ เกลือกกลิ้งพลางเคี้ยวกินให้คอเลสเตอรอลมันพุ่งเล่นจริงๆ เนยคุณภาพจากผู้ผลิตท้องถิ่นเขาส่งเข้าประกวดกันเยอะแยะไปหมด แต่ละก้อนหอมหึ่ง เป็นกลิ่นหอมแบบอับๆ นมๆ ยังไงบอกไม่ถูก รู้แต่ชอบมาก
เนยก้อนเหลี่ยมๆดูเหมือนเล็ก แต่ของจริงใหญ่มาก ขนาดเท่าเครื่องพรินเตอร์ใหญ่ๆเครื่องนึงเลย ไม่ได้โม้ ใหญ่แบบกินทุกวันไปทั้งเดือนก็ไม่หมด
เนยแข็งก้อนเขียวๆนี่ชนะรางวัลที่หนึ่งค่ะ เป็นเนยแข็งผสมเสจ น่ากิน เนื้อเหมือนหินอ่อนเลย
เขามีการสาธิตการทำชีสให้ดูด้วย คนพูดตลกดี แต่ติดสำเนียงยอร์กเชียร์ค่อนข้างแรง เลยไม่ค่อยเข้าใจว่าเขาพูดอะไร แต่ก็ดูเป็นความรู้ดีค่ะ เอานมเทใส่ชาม เทสารอะไรไม่รู้ลงไปสองสามอย่าง จำได้ว่าอย่างแรกคือ live bacteria ทิ้งไว้แป๊บเดียวแข็งตัวเป็นคล้ายๆเต้าหู้ซะแล้ว เสร็จแล้วเขาก็จะตัดเป็นชิ้นเล็กๆ เอาใส่ผ้าขาวบางเพื่อบีบน้ำ โรยเกลือ แล้วเอาไปอัดใส่พิมพ์ ทาดาาา
เดินลึกเข้าไปอีกหน่อย เป็นโซนผลไม้
ตื่นตาตื่นใจสมตุ้ยม้ากกก เพราะชอบดูผลไม้ที่มันติดอยู่กับต้น ไม่รู้เป็นโรคอะไร สงสัยชาติที่แล้วจะเป็นอุรังอุตัง
มีการประกวดผลไม้พวกเบอร์รีต่างๆ ที่หนึ่งเงี้ยไม่อยากจะพูด อวบอิ่มสีสันสดใสสุดๆ อีนี่ก็ไปยืนน้ำลายย้อยอยู่หน้าร้านเขา
ส่วนตัวนราชอบสตรอว์เบอร์รีนะ
นี่ก็กำลังจะหมดฤดูมันแล้ว ต้องรีบไปซื้อมาตุนกิน
แต่วันนี้ได้เห็นเรดเคอร์เรนท์ สุดยอด
ไม่คิดเลยว่าจะสวยได้ขนาดนี้ สวยแบบไม่อยากเอามากิน อยากเอามาใส่จานแล้วนั่งดูเฉยๆ
สีแดงสดใส เป็นประกาย เหมือนพลอยเลย
ยิ่งที่ได้รางวัลที่หนึ่งนะ เป็นสีชมพูอ่อนอมส้ม สีแชมเปญ เหมือนไข่มุกเลยค่ะ
งานใหญ่มาก
แต่นราเดินอยู่แต่ตรงพืชผักเนี่ย เป็นชั่วโมงๆ
โซนต่อไปเป็นโซนกุหลาบ หอมฟุ้งเลย
กุหลาบใหญ่กว่ามือเราก็มี บานแจงแวงทั่วไปหมด
ดอกกุหลาบพวกนี้ก็เป็นของส่งประกวดเหมือนกันค่ะ
ช่อนี้ได้รางวัลชนะเลิศ
จำไม่ได้ว่าชนะการจัดแต่งหรือชนะแบบนำเสนอหลากสายพันธุ์ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าดอกสีเหลืองที่ซ่อนอยู่ข้างหลังหอมมาก หอมหวานๆเย็นๆน่ากินดี
สุดยอดจริงๆ น่าอิจฉาคนปลูกต้นไม้เก่งๆนะ นราก็อยากปลูกดอกไม้แล้วมันบานสวยๆอย่างนี้มั่งอ่ะ ไม่เคยทำได้เลย ปลูกผักปลูกดอกไม้ทีไรมันต้องเน่าตายก่อนวัยอันควรทุกที
ปล.อย่ามาชวนไปปลูกผักเฟซบุ๊กซะให้ยาก
Alice's Red
แดง แด๊งงงจนตาจะบอด ยิ่งทาบกับฉากหลังสีน้ำเงินแล้วยิ่งจ้าจนปวดตา
ดูๆไปแล้วก็เหมือนขนมชั้นเลยเนอะ
ยัง ยังไม่พอ มีแสบกว่านั้นอีก
แสบทั้งสี แสบทั้งชื่อเลย
Tequila Sunrise
ดงเบญจมาศ
เห็นแล้วก็พยายามจะไม่นึกถึงงานศพอ่ะ
ไม่ใช่งานศพธรรมดานะ เป็นงานศพญี่ปุ่นด้วย
จริงๆมีดอกไม้มากกว่านี้ แต่เอาลงบล็อกหมดไม่ได้หรอก เหนื่อย ขี้เกียจย่อ ตามไปดูในเฟซบุ๊กเอาละกันนะ
มีกล้วยไม้ ฟุกเชีย ไฮเดรนเยีย สวีทพีที่สีหวานสมชื่อ แล้วก็ดอกไรไม่รู้แท่งยาวๆ เนี่ยหงุดหงิดจังเลยนึกชื่อไม่ออก
ฝรั่งกรี๊ดกล้วยไม้มาก ต้นนึงขายเกือบสิบปอนด์
นราได้แต่ชายตามอง แล้วพ่นลมออกจมูกด้วยมาดนางอิจฉาช่องเจ็ด "ฮึ แม่ฉันมีหมดแล้วย่ะ"
.
มีผลงานการปลูกผักส่งเข้าประกวดของนักเรียนประถมด้วย
เป็นบล็อกสี่เหลี่ยมที่มีผักผลไม้ปลูกไว้ตรึม
บ้านเราก็น่าจะทำมั่งนะ
เท่าที่จำได้ ตอนป.สามโดนสั่งให้ปลูกคะน้ากับผักบุ้งจีนที่สวนครัวหลังห้องเรียน
สรุป หมดอดแดรก ลูกภารโรงเอาสวนผักกรูไปทำสนามบอลซะยังงั้น
ส่วนใครที่คิดว่ามันฝรั่ง ก๊อคือมันฝรั่ง
ดูรูปนี้แล้วคิดใหม่ เพราะที่ท่านเห็นคือมันฝรั่งทั้งสิ้น
หลากสี หลากขนาด เรียงรายน่าเอ็นดูเชียว
ฝรั่งเขามีสูตรด้วยนะ ว่าพันธุ์นี้เหมาะจะเอามาทำอะไร อบหรือต้ม พันธุ์นี้ควรกินเมื่อไหร่
แต่ขอให้เป็นมันฝรั่งเถอะ นรากินหมด
เป็นมนุษย์เขมือบมันระดับชาติ
บางพันธุ์ชื่อน่ารักเชียว
"Smile"
"Charlotte"
"Mozart"
พันธุ์สุดท้ายนี่ถ้าเอาไปยัดปากลูก มันจะฉลาดเหมือนเปิดเพลงโมซาร์ทให้ฟังมั้ยนะ
จริงๆเป็นความใฝ่ฝันของนรามานานแล้ว
ว่าอยากจะได้มีประสบการณ์มางานออกร้านอย่างนี้สักครั้ง
เพราะตอนเด็กๆ พ่อซื้อหนังสือชุดบ้านเล็กของลอรา อิงกัลส์ ไวล์เดอร์มาให้ แล้วมันมีเล่มนึง Farmer Boy ที่เป็นเรื่องราวของสามีเขาตอนเด็ก ที่เขาช่วยพ่อดูแลม้าและวัวก่อนส่งเข้าประกวด แล้วพอถึงวันงานก็ไปเดินเล่นดูร้านรวง สัตว์เลี้ยง สุนัขล่าสัตว์ อาหารต่างๆ
หนังสือเล่มนี้แหละ ฝังใจนรามาจนถึงทุกวันนี้
วันนี้ mission accomplished แล้ว ได้เห็นสมใจว่า อ้อ มันเป็นแบบนี้นี่เอง
เห็นแล้วก็คิดถึงพ่อขึ้นมาด้วย
ว่าแต่เราพลาดเต๊นท์ช่างเหล็กได้ไงเนี่ย เห็นเขาบอกว่าถอดเสื้อทำงานกันทั้งร้าน
แหม่ เกือบจะจบดีแล้วนะกรู
.
วันนี้ขอจบครึ่งแรกไว้เท่านี้ก่อน
เดี๋ยวภาคสอง ภาคจบค่อยตามมาทีหลังนะคะ
เหนื่อย อัพลงทีเดียวไม่ไหว
ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Curry Night

ก่อนอื่นเลย ขอขอบคุณทั้งโมมดจิและอวนมากๆ
ที่มอบให้ทั้งกำลังใจและความช่วยเหลือ
ยังไงขอนราดูสถานการณ์ไปก่อนนะคะ ว่าจะหานศ.มาทดแทนได้หรือไม่ ถ้าหาไม่ได้จริงๆก็คงจะงานเข้า ต้องปรับเปลี่ยนหัวข้อวิทยานิพนธ์ใหม่ และขยายขอบเขตกลุ่มศึกษาเป็นนศ.ชายระดับมหาลัยแทน ไม่เจาะจงว่าต้องมาจากม.ใดเป็นพิเศษ ฮึ งอนแล่ว
ถึงเวลานั้นคงได้รบกวนจริงๆจังแน่ค่ะ โดยเฉพาะโมมดจิ เห็นว่ามีเด็กในสต๊อกเยอะใช่ไหมคะ ฮิ ฮิ
.
หลังจากตามตื๊อผู้ชายคนหนึ่งอยู่นาน
ในที่สุดเขาก็ใจอ่อน ยอมนราจนได้
อิอิ ยอมทำแกงกะหรี่ให้กินค่ะ
ไปถึงบ้านนัทตอนหกโมงครึ่ง พ่อครัวนุ่งชุดตีแบดแฉะๆกำลังทำแกงกะหรี่ให้เราอยู่เลย อิ๊ๆ
อันนี้นราไม่ได้ข่มขู่บังคับให้เขาทำนะ
แค่บอกเฉยๆว่าอยากกิน ทำได้แล้ว ฮ่า
เรื่องของเรื่องคือ เคยนวดกล้ามเนื้อให้นัทเมื่อนานมาแล้ว
แต่คนอย่างนรา มีหรือจะหว่านพืชมิหวังผล
ก็คอยเซ้าซี้มาเรื่อยๆว่าอยากกินแกงกะหรี่จังเลย อยากกินข้าวฟรี เมื่อไหร่จะทำ
วันนี้ที่ทำจนได้ก็ไม่รู้ว่าเพราะตามสัญญา หรือทนรำคาญไม่ไหว
แต่มันอร่อยนี่นา ถามหลายทีแล้วว่าใช้ก้อนแกงยี่ห้ออะไร ไม่เคยจำได้เลย วันนี้ก็ลืมอีกแล้ว
นรา หน้าตาชื่นบานกับข้าวฟรี
อิ่มจังตังอยู่ครบ
ตู้เย็นสงบ ไม่เสียเสบียงอีกหนึ่งวัน
วันนี้สงสัยนัทจะวางยา ทำแกงกะหรี่เผ็ดอ่ะ
คือมันไม่เผ็ดสำหรับคนอื่น แต่มันเผ็ดมากสำหรับเรา กินไปก็ลิ้นห้อยไป เป็นที่น่าอนาถใจยิ่งนัก
วันนี้มันฝรั่งออกแข็งๆหน่อย แต่ชอบ ไม่ชอบเละเกินกินไปไม่มีรสสัมผัส หอมใหญ่ก็ดี แครอทก็หวานดี ข้าวใช้ข้าวเกาหลี แข็งไปนิดแต่อร่อย
กินของฟรีต้องไม่เรื่องมากค่ะ
เดี๋ยวโดนพ่อครัวตบฉาด
นราซัดไปเป้งๆ สองชาม อิ่มท้องจะแตก
สบายใจ เหมือนบรรลุสวรรค์ชั้นฟ้า นอนอืดแผ่พังผืดพุงหน้าทีวีไม่เกรงใจใครทั้งสิ้น ฮ่า
แถมยังมีคนเอาสตรอว์เบอร์รีมาอีก โอ๊ยสุขใจๆ
ตอนนี้สตรอว์เบอร์รียังอร่อยอยู่ ลูกโตๆ หวานฉ่ำไม่เปรี้ยวเลย ก็ซัดไปซะครึ่งถาดอย่างไร้ยางอาย
พอกินเสร็จ สติกลับคืน
ก้มมองพุงตัวเองแล้วก็ถอนใจเฮือกๆ
อ้วนอีกแล้ว
ตอนนี้นรากำลังประสบปัญหาโยโย่เอฟเฟค
เพราะเมื่อสองสามสัปดาห์ก่อนหน้าไปว่ายน้ำตลอด ก็ผอมลงอย่างรวดเร็วมาก แต่ทีนี้ตั้งแต่สัปดาห์ที่มีงานนำเสนอหน้าชั้นเป็นต้นมาก็แทบไม่ได้ไปเลย คือออกกำลังกายน้อยลงแต่ยัดห่าเท่าเดิม ไขมันรีเทิร์นมาอย่างรวดเร็ว ตันไปหมดรอบองรอบเอว อึดอัดอ่า ต้องกลับไปว่ายน้ำให้เร็วที่สุดแล้วไม่งั้นเกินเยียวยา
.
กินแกงกะหรี่เสร็จ นัทขับรถพาไปสวนสาธารณะราวน์ทรี พาร์ก ที่นราเคยไปถ่ายรูปเมื่อตอนโน้น
สวนปิดสามทุ่มครึ่ง มีเวลาประมาณชั่วโมงนึงให้เดินเล่น เล่นของเล่นกัน
คนอื่นๆก็ไปเล่นชิงช้า ม้ากระดก ห้อยโหนปีนป่ายอะไรกันไป
แต่นรา สสารในท้องทิ้งถ่วงตกหนัก
จะหายใจยังไม่ไหวเลย
เลยขอนั่งชมธรรมชาติดีกว่า
ซ่าไปเล่นชิงช้าแปปนึง แกว่งไปแกว่งมา จะอ้วก ก็เลยหยุด
ไม่ได้มีความโรแมนติกเล้ย
.
จะว่าไปก็ไม่ได้เล่นชิงช้านานมากแล้วนะ
เป็นปีแหละ
รู้สึกแปลกๆยังไงก็ไม่รู้ หวิวๆ ลอยๆ
ตอนนี้ก็ยังยุ่งเหมือนเดิม
เรื่องงานล้วนๆ
เวลาหดสั้นลงทุกที แต่งานทำไมไม่ก้าวหน้าซักที
อาจารย์ที่ปรึกษา ตอนไม่อยากเจอก็อยู่จังเลย พออยากจะเจอก็ไม่เคยอยู่เลย หาตัวไม่ได้ หุดหิดมาก
นี่กะว่าจะไปปักหลักกินอยู่หน้าออฟฟิศแก ประมาณว่ามาเมื่อไหร่ หรือออกจากห้องมาเมื่อไหร่เจอแน่ๆ หนีไม่ได้ ห้ามไปไหนทั้งนั้นจนกว่าฉันจะปรึกษาจบ
.
วันนี้อากาศดีค่ะ เมฆน้อย ไม่ร้อนมาก
น่านอนกลิ้งบนสนามหญ้ากับหนังสือดีๆสักเล่ม กินขนมหวานๆ แล้วนอนขึ้นอืดให้เป็ดมาแทะศพ
จะตั้งใจทำงานแล้ว จะพยายามนะ
ฮึ้ยๆ

วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Afternoon Tea at Betty's

อยู่อังกฤษมาก็นาน
เดือนนี้ก็ปาเข้าไปเดือนที่สิบแล้ว
ไม่เคยสักทีที่จะได้ลองดื่มชายามบ่ายแบบผู้ดีอีงกฤษกะเขา
ไปแต่ร้านอาหารจีน ร้านติ่มซำสนองตัณหาตัวเอง
พอดีว่าเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา แดน เพื่อนคนอเมริกันที่เคยมาเรียนที่ยอร์กเทอมนึงแล้วก็กลับนิวเจอร์ซีย์เขากลับมาเที่ยว นราก็ไปรอรับที่สถานีรถไฟ แล้ววันนี้ก็เลยนัดกับเพื่อนๆหลายๆคนไปเป็นผู้ดีอังกฤษที่ร้านชาที่ดังที่สุดในยอร์ก เบ็ตตี้ ที รูม
เคยพูดถึงตอนมาถึงใหม่ๆ ไปหาอ่านเอาเองนะขี้เกียจไปย้อนดูว่ามันอยู่เอนทรี่ไหน อิอิ
วันนี้แปลก คิวไม่ยาว
ปกติแถวต้องยาวตวัดหางออกมานอกร้าน ประหนึ่งว่าเป็นชาเทพ สโคนทิพย์ กินแล้วเขียนวิทยานิพนธ์เสร็จในสองสัปดาห์
แต่ถ้ามันกินแล้วเสร็จได้เร็วอย่างนั้น ชุดละพันปอนด์นราก็เอาค่ะ
ทุกคนเรียกเบ็ตตี้ว่าเป็นร้านชา แต่จริงๆมันก็เป็นเหมือนคาเฟ่อะนะ
คือไม่ได้มีแต่ชา แต่มีขนมที่ไว้ทานกับน้ำชา แล้วก็อาหารเบาๆไม่หนักมากให้เลือกเยอะเหมือนกัน ทั้งแซนด์วิช สลัด แล้วก็ย่างๆแบบบิสโทร
ไปกันแปดชีวิต ที่นั่งชั้นบนริมหน้าต่างมันเต็มหมดแล้ว
พนักงานก็เลยพาไปนั่งชั้นใต้ดินแทน ได้บรรยากาศสลัวๆหรูหราไปอีกแบบ
ชอบชุดพนักงานอ่ะค่ะ เป็นเสื้อเชิ้ตขาวติดกระดุมถึงคอ มีกระดุมทองแบบป้าแก่ๆโบราณติด แล้วก็ผ้ากันเปื้อนสีดำ ส่วนใหญ่เป็นป้าแก่ๆ เท่าที่เห็นไม่มีพนักงานเอเชียหัวดำเลยนะ สงสัยเดี๋ยวเสียบรรยากาศมั้งเนอะ
เมนูน่ารักมากมาย
นราก็ไม่ค่อยรู้จักหรอก ชาเชออะไรชื่อประหลาดๆ
แต่เอาวะ กระเหรี่ยงไทยวันนี้จะขอเป็นผู้ดีจิบชาไฮโซซะหน่อย ว่าแล้วก็สั่ง "อะ โพะ ออฟ ถี" ทันที
เพื่อนๆกลุ่มนี้จริงๆก็ไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่
เพราะส่วนใหญ่พวกนี้เขาเป็นเด็กป.ตรีกัน ก็สนุกอะไรกันไปตามประสากลุ่มเพื่อน ใคร้เขาจะมาสนใจยายแก่ๆอายุ 22 จะ 23 อย่างเรา
แต่พอดีว่าแดนมา ก็เลยดรีมทีมรวมตัวกันเป็นการพิเศษ
ซ้ายสุด แดน จากนิวเจอร์ซีย์ ที่ก้มหน้าก้มตาอ่านเมนูไม่สนใจใครก็นิค สวีเดนส่งเข้าประกวด สาวแว่นชื่อเทเรซา มาจากสิงคโปร์ แล้วก็อเล็กซ์ หนุ่มอังกฤษ
นราสั่ง Betty's Cream Tea ชุดละ 7.95 จริงๆอยากกินสตรอว์เบอร์รีครีมทีมากกว่า แต่มันแพงกว่ากันตั้งปอนด์นึง เลยตัดใจไม่เอา
นั่งอยู่ไม่นานก็มีพนักงานมารับออเดอร์ สักพักที่มาก่อนก็ชาเลย
จะเป็นผู้ดีแร้นเค่อะ
ชามาเป็นสองกา ใบใหญ่ใส่ชา ใบเล็กเป็นน้ำร้อนไว้เติม แจ่มมาก
เกือบหน้าโง่เอากาเล็กมาเทกินเปล่าๆแล้วสิ ดีนะยั้งไว้ทัน
มีนมใส่เหยือกอันจิ๋วมาให้เติมในชา แล้วก็น้ำตาลก้อนที่น่าจะทำเอง เพราะมันไม่เป็นสี่เหลี่ยมป็อกล็อกเหมือนที่เห็นตามร้านทั่วไป แต่เป็นเหมือนน้ำตาลอัดก้อนหยาบๆ อารมณ์เหมือนน้ำตาลทรายที่บ้านเราเวลาเปิดป๋องมาใช้แล้วเสือกปิดไม่สนิท อากาศเข้า น้ำตาลเลยจับเป็นก้อน ประมาณนั้น
.
ครีมทีที่สั่ง มาแล้วจ้า
คิดว่าเป็นชาใส่ครีมใช่มั้ย ต้องมีคนคิดแน่ๆ เพราะเมื่อก่อนก็คิดเหมือนกัน
มาเห็นคนที่นี่กินแล้วถึงเข้าใจว่ามันไม่ใช่ชาใส่ครีมเลี่ยนๆ แต่เป็นชุดน้ำชา ที่เสิร์ฟมาพร้อมสโคนสองชิ้นผ่าครึ่งมาให้ แยมสตรอเบอร์รี แล้วก็ Clotted Cream ที่เหลืองๆเหมือนเนยนั่นแหละค่ะ มีคำแปลภาษาไทยไหม?
สโคน หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ
เนื้อออกร่วนๆหน่อย แต่ไม่ถึงกับกัดแล้วร่วงกราว ในเนื้อแป้งผสมลูกเกดด้วย พอดีนราไม่ปลื้มลูกเกดเท่าไหร่เลยเฉยๆ แต่สโคนของเบ็ตตี้หอมเนยมากๆ เสียดายว่ามันไม่ร้อน ไม่งั้นคงอร่อยกว่านี้วิธีทดลองกินแบบผู้ดี:
1) ทาครีมก่อน แล้วค่อยทาแยม วิธีนี้ให้ผลว่าทาแยมไม่ติด เพราะครีมมันหนาเตอะลื่นแพร่ดไปหมด ดังนั้นก็เลย 2) ทาแยมแล้วค่อยทาครีม
คราวนี้แจ่มเลย
แยมสตรอว์เบอร์รีหวานไปหน่อย เข้าใจว่าเป็นโฮมเมดเลยหนืดซะขนาดนั้น ส่วนครีมก็รสชาติอธิบายไม่ถูกดีค่ะ มันจะรสชาติคล้ายเนยตอนแรก แต่พอเคี้ยวไปสักพักรสมันจะจางลงเป็นรสเย็นๆมันๆ บอกไม่ถูก
นราทำให้เพื่อนฝรั่งตกตะลึงด้วยการปาดครีมทีนึงหนาครึ่งนิ้ว มอริทซ์ คนเยอรมันถามว่า กินเข้าไปได้ไงไม่เลี่ยนเหรอ
แหม ถ้ากินแล้วเลี่ยนกรูก็คงไม่หน้าบานเป็นลานจอดคอปเตอร์ยังงี้หรอกจ่ะ
.
ไม่รู้นิคสั่งอะไร น่ากินสุดโคตร อยากขอกินแต่ไม่กล้า
หน้าตาเหมือนเป็นไอศกรีม ราดซอสสตรอว์เบอร์รีกับครีม ปะด้วยสตรอว์เบอร์รีลูกมโหฬารมาก เจ็บใจว่าทำไมเราไม่สั่งอย่างนั้นมั่งฟะ น่ากินกว่าหนมปังทาครีมตั้งเยอะ หมายมั่นปั้นมือไว้แล้วว่าโดนแน่เมนูนี้ คราวหน้าถ้ามีบุญได้มาอีกจะสั่งมากินซะให้หายแค้น
.
อเล็กซ์ที่ตัดผมแล้ว เมื่อก่อนไว้ยาวสลวยมาก นราสุดเซ็กซ์ แล้วก็มอริทซ์
อเล็กซ์นี่ โปรดสังเกต เป็นฝรั่งที่ชูสองนิ้วทุกรูป แปลกมาก
ปกติมีแต่คนเอเชียที่ชอบทำ ฝรั่งไม่ค่อยทำ
บางทีเพื่อนก็ถามนรานะ ว่าทำไมยูต้องชูสองนิ้วด้วย แปลว่าอะไร
เอ ไม่รู้แฮะ แปลว่านราขอสองมั้ง อิ๊อิ๊อิ๊
วันนี้ได้หายโง่ไปอีกหนึ่งเรื่อง
คือเรื่องส่งไฟล์จากมือถือเข้าคอมผ่านบลูทูธ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยโอนไฟล์จากมือถือเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เลย มันจะขึ้นมาบอกว่าส่งไม่ได้ เฟลตลอด ส่งได้แต่จากคอมเข้ามือถือ
วันนี้ดวงตาเห็นธรรม ว่าต้องไปกดตรงไอ่บลูทูธไฟล์วิซาร์ด แล้วเลือกก่อนว่าจะให้คอมรับหรือส่งไฟล์
แหมมมมม แล้วก็ไม่บอกกันก่อนว่าเป็นได้ทั้งฝ่ายรุกและฝ่ายรับ
ปล่อยให้น้องโมฯเป็นฝ่ายรับอยู่คนเดียวมาเป็นปี โทรมกันพอดี
ว่าแล้วก็ให้ดูความอุดมสมบูรณ์ของนรา นมเล็กรู้แล้วไม่ต้องทัก
แล้วที่เห็นแขนงอๆ ไม่ได้ดันนมด้วยความพยายามอยากจะใหญ่นะ ถือไอติมอยู่แล้วมันละลายย้อยลงมาเลยหมุนข้อมือหนีค่ะ
อูย ขี้เกียจอะ
ใครมียาแก้ขี้เกียจบ้างไหมเนี่ย
โคตรของโคตรขี้เกียจเลย ไม่อยากทำอะไรเลยอยากนอนอย่างเดียว
ตอนหน้าหนาวก็เป็นแบบนี้ แต่ตอนนั้นมันหิมะตก อากาศมัวซัว
ตอนนี้จะโทษอากาศไม่ได้แล้วสินะ เพราะแดดดี สดใสซะขนาดนี้
ต้องโทษตัวเองแล้วค่ะ
เอวัง

วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553

A Walk to Rowntree Park

เมื่อวานนี้ไปเดินเล่นที่ราวน์ทรีพาร์กกับเนมและเพื่อนอีกสองคนของเนมมาค่ะ ไปกันตอนประมาณสี่โมงนิดๆ เดินจากมหาลัยไปสวนนี่ก็นานพอสมควรเลยนะ ประมาณครึ่งชั่วโมงกว่าเห็นจะได้ แต่นราบ่ยั่นหร๊อก ตั้งแต่มาอยู่อังกฤษนี่เดินทนขึ้นเยอะ ไม่เอะอะอะไรก็ขึ้นแท็กซี่ ขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างอีกต่อไป เพราะ 1) ที่นี่ไม่มีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ขนาดมอไซค์ส่วนตัวยังนานๆเห็นที แถมเป็นแบบล้อโตๆ ตัวถังใหญ่ๆ เท่ๆ คันนึงแพงเกือบเท่ารถเก๋งเล็กๆซะอีก และ 2) แท็กซี่แม่งโคตรของโคตรแพง
ไปถึงก็สี่โมงกว่าเกือบห้าโมงละมั้ง ฟ้ายังสว่างแจงแวงอยู่เลย
แต่วันนี้เมฆมาก แสงมันเลยออกฟ้าๆ สลัวๆ ถ่ายรูปออกมาไม่ค่อยสวย
(พูดเหมือนแสงดีแล้วถ่ายสวยนะอินี่)
เสียดายว่านราไม่ได้ไปตอนที่ดอกไม้มันบานสวยที่สุด ทำไมพลาดอยู่เรื่อยเลยวะ
ตั้งแต่ตอนไปสวนคิวแล้ว เอนทรีก่อนหน้านี้ที่ถ่ายกุหลาบชาวบ้านก็อีก
เอาเถอะ ยังไงก็ยังสวยอยู่นะทำเป็นเล่นไป
หลังจากได้แต่เห็นรูปบนขวดและกลิ่นจากครีมทามือของโอเรียนทัลพรินเซสมานาน
ในที่สุดวันนี้ก็มีโอกาสได้เห็นดอกพีโอนี่ของจริง สวยจังเลย
หนาเป็นช่อฟูๆกลมๆ ดูนุ่มนิ่มน่ากิน เห็นแล้วนึกถึงสายไหมสีชมพู
มันหอมอ่อนๆ กลิ่นก็คล้ายๆกับครีมที่ว่านั่นแหละ
แต่มันธรรมชาติกว่ากันเยอะเลย ดอกนึงใหญ่เกือบเท่าหน้านราแน่ะ
ซึ่งก็แปลว่าใหญ่บักเอ้ก
ปล.ไม่เห็นเหมือนในเกมเดอะซิมส์หนึ่งภาคแปดเลยอ่า เดอะซิมส์โกหกๆ
.
นี่ดอกไรไม่รู้ อย่าถาม อิอิ
แต่มันแดงสวยดี แถมถ่ายออกมาแล้วดูดี
ชอบเป็นการส่วนตัวน่ะค่ะ
น้องลิลลี จริงๆมีหลายสี เห็นสีขาวขลิบชมพูอันนี้
แล้วก็มีสีแดง ไทเกอร์ลิลลี แต่มันซุกอยู่ในพงหญ้าถ่ายไม่สวย
แล้วก็มีสีเหลืองดอกเล็ก
อย่างที่บอกว่ามันเลยช่วงบานเต็มที่ของดอกไม้ไปแล้ว
ตอนนี้ก็เลยเริ่มเหี่ยวๆไปบ้าง
ที่สวนนี่ มีคนมานอนเล่นกลิ้งเกลือก พาลูกมาเตะบอล พาหมามาเดินเล่นเยอะเหมือนกัน
ฝรั่งนี่ บางคนเขาสนใจว่าเราทำอะไรอยู่ เขาก็ไม่ปกปิดเลยนะว่าเขาอยากรู้
นราก้มๆเงยๆถ่ายรูปอยู่ กำลังเล็งผึ้งบนดอกไม้
สาวฝรั่งคนนึงก็เดินมา เหมือนจะไปไหนสักที่
พอเห็นเราเขาก็หยุดเดิน แล้วยืนดู ว่าอีนี่ทำอะไร
บางทีเราคุยเรื่องตลกกับเพื่อน ไอ้ฝรั่งข้างๆหัวเราะด้วยก็มี
ราวน์ทรีพาร์กนี้ นราก็ไม่รู้ประวัติอะไรมาก
แต่จากที่ยืนอ่านประวัติสวนคร่าวๆแล้ว ก็ประมาณว่าสร้างโดยบริษัทราวน์ทรี ให้แก่พี่น้องประชาชนและคนงานบริษัทที่ตายไปสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
อารมณ์ประมาณคาร์ฟูร์สร้างสะพานลอยให้คนใช้มั้งคะ
แต่นะ สวนที่บริษัทสร้างให้ส่วนรวมในบ้านเขากับบ้านเรา ทำไม้มันต่างกันลิบลับวุบวับแบบนีัก็ไม่รู้
สวนบ้านเขาลงทุนดูแล มีคนสวน มีการเอาต้นไม้มาเปลี่ยนเรื่อยๆ
สวนบ้านเรา เห็นแม่งแต่ต้นไทร เสียบๆ ปักๆ พอให้เขียว พอและ
ไม่เชื่อไปดูได้ สวนสุขภาพอะไรสักอย่างตรงทางลัดที่มันจะไปออกข้างโลตัสอ่อนนุชจากม.กท.อ่ะ
มีแต่ต้นไทร กับหินเทาๆ แบบที่ใช้ผสมปูน
คงจะมีคนไปวิ่งหรอก ฟาย
ตรงศาลากลางสวน มีนกพิราบขาวเกาะอยู่เต็มเลย
เขาเจาะหลังคาเป็นรูบ้านนก ให้นกมาอยู่ด้วย
ทำไมพอพิราบมันเป็นสีขาวแล้วมันดูดีขึ้นมาทันทีเลยเนอะ
เห็นดอกไม้สวยๆแล้วก็คิดถึงแม่แฮะ
อยากให้แม่มาเห็นด้วย มีหวังไปรัวกล้องจนแบตหมดแหงๆ
แต่จะว่าไป นราเองก็เล่นซะถ่านน้องฟูจิเกลี้ยงเหมือนกันแหละ
ประมาณว่าถ่ายรูปสุดท้ายก่อนกลับไฟก็กระพริบเตือนเลยว่าถ่านหมดแย้ว
นราชอบถ่ายรูปดอกไม้ สัตว์ วิว มากกว่าที่จะถ่ายรูปคนอ่ะค่ะ
นราคิดว่ารูปถ่ายของคน มันไม่ธรรมชาติ มันต้องมีการปรุงแต่งท่าทาง โพสท์ท่าไหนดี เอียงเท่าไหร่ดีนะเหนียงเราจะได้ไม่ห้อยออกมา หรือทำปากเป็ดๆแบ๊วๆ ไรงี้ แต่ดอกไม้มันโพสท์ไม่ได้ วิวมันโพสท์ไม่ได้ มีแต่เราที่จะเลือกมุมถ่ายรูปให้เขาออกมาดูดีที่สุด
อีกอย่าง เคยดูอัลบัมของเพื่อนที่ไปเที่ยวยุโรปมา
มีแต่หน้าแม่งกับเพื่อน ทั้งอัลบั้ม ซูมไกลบ้างใกล้บ้าง
อันนี้ก็เข้าใจนะว่าไปเที่ยวอีกประเทศมันก็ต้องอยากได้รูปตัวเองกลับมาเป็นที่ระลึก
แต่ถ่ายมาแล้วกรูเห็นแต่หน้าเมิงเนี่ย เวียนนาปารีสไม่เห็นหอยอะไรเลย
กรูจะดูทำไม หันไปข้างๆก็เห็นหน้าเมิงแล้ว กรูไปเปิดกู๋เกิ้วอิมเมจดูดีกว่าไหม
จบด้วยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกันเลยดีก่า
ไม่รู้เคยเล่าให้ฟังไหม ว่าก่อนหน้านี้ในห้องนรามันเหม็นตุๆ เหม็นหมาตาย
พยายามจะหาต้นตอของกลิ่น แต่หาไม่เจอ หงุดหงิดมาก
ตอนนี้เจอแล้วค่ะ มันคือสสารหน้าตาไม่น่าไว้วางใจสีขาวหนืดๆ
มันติดอยู่ตรงก้นแก้วที่วางไว้ข้างหน้าต่าง เหนียวแบบติดหนึบเลยนะ ยกแก้วไม่ขึ้น ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร
หรือว่าเราทิ้งแก้วเอาไว้ตรงนั้นนานเกินไป จนแดดส่องแล้วแก้วละลาย แล้วเน่า เลยเหม็น
สันนิษฐานไปเรื่อย อิอิ
เช็ดออกแล้วกลิ่นก็หายไปค่ะ ดีจัง
.
ฝากรูปโปรดของนราไว้ในอ้อมใจค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

British Pub

หลังจากฝนตกเฉอะแฉะมาทั้งสัปดาห์
ในที่สุดวันนี้พระอาทิตย์ก็มีอารมณ์ออกมาเฉิดฉายเสียที
พยากรณ์อากาศก็บอกว่าแดดจะออกไปทั้งสัปดาห์ อาจมีเมฆมาก
แต่เอาเหอะ ฝนไม่ตกก็ดีแล้ว หนาวจะตาย ไปไหนก็ลำบาก
.
วันนี้ฟ้าสวยค่ะ
อังกฤษนี่นะ วันไหนคิดจะอากาศดีก็ดีแบบน่าตกใจ แดดแรง ลมเอื่อยๆ
แล้ววันนั้นก็จะเป็นวันที่คนออกมาจากบ้าน มาเดินเล่น มาเลื้อยกันเต็มสนามหญ้า เอาผ้ามาปู กลิ้งเกลือกอ่านหนังสือตามเนิน ประหนึ่งว่าชาตินี้ไม่เคยเห็นพระอาทิตย์มาก่อนเลย แต่นราก็ว่ามันยังเย็นๆอยู่ดีถึงช่วงนี้พระอาทิตย์จะตกตอนสามทุ่มครึ่ง พอสักห้าโมงอากาศก็จะเริ่มเย็นลงอยู่ดี
ถ้าไม่มีเสื้อแจ็กเก็ตก็หนาวสั่นได้เหมือนกันนะ
แต่ไอ้เพื่อนฝรั่ง มันก็พากันขำนรา ว่าขนาดนี้แล้วเมิงยังหนาวอีกเหรอ
พวกกรูเหงื่อตกกันจะตายห่า
.
นี่เป็น Central Hall ของมหาลัยยอร์กค่ะ
ดอกเชอร์รี ที่เคยถ่ายรูปมาให้ดูช่วงฤดูร้อนตอนต้น จำกันได้ไหม
ตอนนี้มันกลายเป็นลูกเชอร์รีแดงๆหมดแล้ว
ไม่ถึงกับพราวเต็มต้น แต่คนไม่เคยเห็นอย่างเราก็ตื่นตาเหมือนกัน
ตอนแรกมันเป็นเม็ดกลมๆ เขียวๆ ก่อน แล้วค่อยๆเหลือง ส้ม แดง
กะว่าเดี๋ยวมืดเมื่อไหร่ จะแอบออกไปเก็บกิน อยากรู้อร่อยไหม
อารมณ์เดียวกับตอนที่มาถึงใหม่ๆ แล้วไปเดินเก็บเม็ดเกาลัดที่ร่วงๆตามพื้น กะเอามาลองคั่วกินเลย ฮ่าาา พูดแล้วก็คิดถึง วันเวลานี่มันผ่านไปเร็วจังเลยนะ
นอกจากเชอร์รี แอปเปิลก็เริ่มติดเป็นลูกกลมๆ แล้วเหมือนกัน
อากาศเจือกลิ่นหอมหวานจางๆ บอกไม่ถูก ดมแล้วชื่นใจดี
ตอนนี้กุหลาบบานกันเยอะมาก บานตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้ว เห็นเขาว่าพ.ค.นี่เป็นเดือนดอกกุหลาบนะ ออกเยอะมาก ตอนนี้ก็ยังมีอยู่ แต่เริ่มเลยช่วงที่สวยที่สุดของมันแล้ว
.
ดอกสีเหลือง ขึ้นอยู่ริมทางเดิน เลื้อยเกาะผนังอาคารในหมู่บ้านเฮสลิงตัน เห็นตั้งแต่มาใหม่ๆ
ตอนนั้นมันเป็นกิ่งก้านแห้งๆแกร็นๆ เหมือนคุณยายอายุแปดสิบซักน้ำสองครั้งแล้วบิดเอาไปตากแห้ง
ตอนนี้ออกดอกออกใบสวยงาม ดอกนึงใหญ่เกือบเท่าแผ่นซีดีแน่ะ
บ้านหลังนี้อยู่ตรงข้ามกับอาคารกุหลาบเหลืองค่ะ
เป็นบ้านเตี้ยๆ เล็กๆ น่ารักดี เหมือนบ้านในนิยายที่เคยอ่านเลย
บ้านนี้เขาสวนสวยมากเลย ยิ่งกุหลาบสีชมพูหน้าบ้านนี่ดอกมันใหญ่จนย้อยออกมาข้างนอก เลยแอบมั่วถ่ายรูปมาได้
นราช้อบชอบกุหลาบเลื้อยสีแดง มันแดงสดดูนุ่มนิ่มเหมือนกำมะหยี่เลย
แถมเลื้อยขึ้นไปบานตรงริมหน้าต่างอีก อยากได้ห้องนอนแบบนี้มาก
แบบว่ามองออกมาแล้วเห็นดอกกุหลาบสวยๆบาน คงสดใสดีนะตอนเช้า
ตอนนี้ห้องนรา ตื่นมา เห็นต้นไม้ที่จะตายมิตายแหล่ของตัวเอง เหี่ยวๆเหลืองๆต้นเดียว
กำลังวิเคราะห์อยู่ว่ากรูทำไรผิด รดน้ำก็รดทุกวัน ทำไมจู่ๆใบมันเหลืองหมดต้นเลย

เอาละ ทั้งหมดที่ว่ามา มันอยู่ระหว่างเส้นทางเดินไปผับหลังมหาลัยค่ะ
เรื่องของเรื่องคือ เล่าให้แม่ฟังว่าชอบไปนั่งเล่นที่ผับ กินโน่นนี่ เจอเพื่อน
แล้วแม่เป็นห่วง ไม่อยากให้ไป เพราะเข้าใจว่าผับฝรั่งคงเหมือนผับไทย แบบว่าคนถือเหล้าเดินกันว่อน แดนซ์กันกระจาย มีแต่ฝรั่งเลวๆจ้องจะงาบลูกสาวแม่ตาเป็นมัน
หารู้ไม่ว่ากรูนี่แหละ ภัยรายวันของหนุ่มอังกฤษ โดยเฉพาะผมบลอนด์ กร๊ากกก
เพื่อเป็นการแก้ไขความเข้าใจ และให้แม่สบายใจ วันนี้เดี๋ยวพาไปเที่ยวผับนะ
ผับนี้ชื่อชาร์ลส์ค่ะ เป็นที่รู้กันว่าทำอาหารนานฉิบหาย
ประมาณว่าสั่งตอนไม่หิว กว่าอาหารจะมาก็หิวแทบจะแดกขาโต๊ะได้
แน่นอนว่าต้องมีบาร์ขายเครื่องดื่ม
ชาร์ลส์เป็นผับที่ยึดมั่นในมาตรฐานมาก คือเมื่อสิบปีที่แล้วมีพนักงานหน้าบาร์ไม่เกินสามคน ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่เท่านั้น ไม่ว่าลูกค้าจะเยอะแทบเหยียบหัวกันตายยังไงก็จะมีไม่เกินสามคน คงเส้นคงวามากกก
เวลาจะสั่งอาหารและเครื่องดื่ม ก็ต้องไปสั่งตรงบาร์นี่แหละค่ะ ไม่มีใครเดินมารับออเดอร์เหมือนร้านเจ๊แอ๊วแถวบ้านนะ สั่งเสร็จก็จ่ายเงินเลย เขาจะให้ขวดไวน์เปล่าติดเบอร์มาขวดนึง เหมือนเป็นบัตรคิวไว้รอรับอาหาร
เห็นสีดำๆ อย่าตกใจคิดว่านรากินเบียร์ดำละ
โค้กจ้าโค้ก ที่อังกฤษเวลาสั่งเครื่องดื่มมันจะมีสองไซส์ให้เลือก คือไพนท์ กับครึ่งไพนท์ วันนี้หิวน้ำเลยสั่งแก้วใหญ่ไพนท์นึงไปเลย
ข้างหลังคือเมนูเครื่องดื่ม มีเบียร์ ไซเดอร์ เอล เหล้าผสม อะไรก็ว่าไป
ปกติชาร์ลส์จะคนเยอะ เบียดเสียดแออัดเหมือนงานชิงเปรต
โดยเฉพาะวันที่อังกฤษเตะกับอเมริกา โอ้โหผับทั่วประเทศแทบระเบิด
ฝรั่งทาหน้าทาตัวเป็นสีขาวแดง เดินร่อนทั่วเมือง
บอลเตะทุ่มครึ่ง แม่งเมาแอ๋กันตั้งแต่เที่ยง อังกรี๊ดอังกฤษ
แต่วันนี้คนน้อย มีที่ให้เลือกนั่งได้ตามสบาย
ปราศจากขี้เมาหรือจิ๊กโก๋หรือเพลงแดนซ์อะไรทั้งสิ้น
ไปถึงหกโมงครึ่ง กว่าอาหารจะมาก็นั่งรอถึงทุ่มครึ่ง เชื่อหรือไม่
โคตรนานเลย แอบไปชะโงกดูในครัว เจริญ มีคนทำอยู่สองคน
วันหลังมากินแนะนำให้เอาเต๊นท์มาตั้งด้วย
นราสั่ง Southern Fried Chicken พร้อมมันทอดแบบม้วนๆ ของดังของร้าน
พอมาถึงก็บางอ้อว่ามันคือไก่ไม่มีกระดูกของผู้พันแซนเดอร์สนั่นเอง
อาหย่อย
เห็นมั้ยไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลย
ผับอังกฤษส่วนมากจะเป็นแบบนี้แหละ ขายเหล้าเบียร์ แต่จะเลือกไม่กินก็ได้ มีที่นั่งดีๆให้นั่งคุยกัน ยืดแข้งขาได้สบายๆ
ถ้าจะไปแดนซ์ ไปเที่ยวกลางคืน อันนั้นเรียกว่าไนท์คลับค่ะ
เปิดตั้งแต่ประมาณสี่ทุ่มครึ่งถึงตีสอง-สาม-สี่ แล้วแต่ที่ ค่าฝากกระเป๋าหรือเสื้อโค้ทอยู่ที่ชิ้นละหนึ่งปอนด์-ปอนด์ครึ่ง หน้าประตูจะมีเบาน์เซอร์หรือผู้รักษาความปลอดภัยตัวบวมๆยืนขวางอยู่เหมือนยักษ์วัดแจ้ง
เอ๊ะ ทำไมรู้ดีจัง โฮะๆๆ
.
อันที่จริงวันก่อนไปผับนอกเมืองกับเพื่อนมาด้วย ชื่อผับ Riverside เป็นผับใหญ่สวยมาก น้องๆร้านอาหารเลย เสียดายไม่ได้เอากล้องไป
เป็นครั้งแรกที่ตูดมีโอกาสได้สัมผัสเบาะหนังรถสปอร์ต โตโยต้าเซลิก้า ล้อแม็กสิบเจ็ดนิ้ว ร้อยเก้าสิบแรงม้า ลำโพงเซอร์ราวด์รอบด้าน
เพื่อนมารับที่ในเมือง แล้วขับพาไปผับที่ว่าเนี่ย
ระหว่างนั่งโอ้โหเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ภาวนาว่ากรูไม่อยากตายๆๆๆๆ
โอ้โหขับโคตรซิ่ง เหมือนอยู่ในหนังเรื่องโตเกียวดริฟท์ อันนี้เป็นยูเคดริฟท์
มารู้ทีหลังว่าพ่อคุณท่านขับรถแข่งมาก่อน ขอบคุณมาก ทำไมเมิงไม่บอกกันก่อน
กรูจะได้เอาเข็มขัดนิรภัยส่วนตัวอีกอันมาคาดเพิ่ม
ลงจากรถมา พูดภาษาอังกฤษไม่ออกเลย
ไอ้คนขับ ขำนะขามมมมเข้าไป ฟาย
.
อาทิตย์หน้าจะเป็นคราวนรานำเสนอโครงงานวิทยานิพนธ์แล้วค่ะ
เพิ่งทำได้คร่าวๆ ยังไม่ถึงไหนเลย
ช่วงนี้ยุ่งมากๆ ยุ่งแบบไม่เคยคิดว่าจะยุ่งได้ขนาดนี้
ก็ค่อยๆทำไปเนอะ
บุญรักษาทุกท่านค่ะ จุ๊บๆ