แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมชาติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมชาติ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

The Great Yorkshire Show #2

ม่ะ ภาคสอง มาต่อกันให้จบ
ความเดิมตอนที่แล้ว นราเดินดูแต่ดอกไม้ผลไม้ ทั้งๆที่ธีมหลักของงานคือปศุสัตว์ การประมูลพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ประกวดเนื้อสัตว์
ออกมาจากโซนพืชผักผลไม้ ก็เดินย้อนฝ่าฝูงชนมหาศาลออกไปข้างนอก ฟ้าเริ่มท่าทางไม่ค่อยดี ลมก็เริ่มพัดแรงขึ้น รู้สึกดีใจที่ใส่เสื้อแจ็กเก็ตหนังสีน้ำตาลมาด้วย ตอนแรกก็บ่นแหละว่าร้อนอิบอ๋าย ถึงตอนนี้ดีใจจริงๆที่ใส่ไว้
.
เดินมาถึงเวทีใหญ่ๆ เขากำลังแข่งขันตัดขนแกะกันอยู่
ผู้เข้าแข่งขันต้องลากแกะออกมากล้อนขนให้มากและเนี้ยบที่สุดภายในเวลาที่กำหนดไว้
ยืนๆดูไป ขำก็ขำ สงสารก็สงสารแกะ
แบบมันยืนอยู่ในคอกของมันดีๆ เคี้ยวหญ้าเคี้ยวฟางอะไรของมันไปเรื่อย อยู่ๆก็โดนจับลากออกมาจากคอก จับหงายท้อง แล้วโดนปัตตาเลี่ยนไถแครกๆๆๆ แป๊บเดียวเกลี้ยง
บางตัวเหมือนจะงงๆ ตั้งตัวไม่ทัน อารมณ์ประมาณ เห อะไรเหยอ
แต่บางตัวนี่ดิ้นสุดฤทธิ์ เตะ ถีบ ดิ้นเหมือนนางเอกตอนจะโดนตัวร้ายปล้ำยังไงยังงั้น
พอถลกขนออกมาได้เป็นแผ่นใหญ่ๆ ก็จะมีผู้ช่วยในเสื้อเขียวคอยช่วยเอามาคลี่ให้เป็นผืน แล้วม้วนๆกองไว้รวมกัน มีลุงเสื้อฟ้าเป็นกรรมการคอยดู
การตัดขนแกะเนี่ยนราว่าเป็นสกิลอย่างนึงเลยนะ เพราะขนแกะแต่ละพันธ์มันไม่เหมือนกัน แถมดีกรีความพยศของแกะก็ไม่เหมือนกันอีก
ตัดลึกเดี๋ยวโดนหนังแกะ ตัดตื้นเกินก็ได้ขนแกะไม่หมด
ชาวนาที่มาแข่งนี่มือฉมังล้วนๆ
กล้อนเสร็จ แกะนี่เย็นสบายไม่ต้องพึ่งซันซิลค์เลย
เกลี้ยง เป็นสีชมพูอ่อนๆ กลับเข้าคอกไปอย่างมึนๆ
ไหนๆก็เดินมาโซนแกะแล้ว ก็เดินเล่นดูน้องแกะไปพลางๆ
แกะที่เอามาโชว์ มีทั้งแบบที่ชนะได้รางวัลสุดยอดแม่พันธ์พ่อพันธุ์ พวกนี้ก็จะตัวใหญ่ อวบอ้วนสมบูรณ์ ดูแข็งแรงมาก
แล้วก็แบบที่เลี้ยงไว้เพื่อกิน พวกนี้มักจะเป็นลูกแกะ น่ารักๆ
เห็นแววตาแล้วสงสาร เมิงจะรู้ไหมว่าที่เขาประคบประหงมเมิง เอาหญ้าเอาน้ำให้กิน ก็เพื่อจะแดรกเมิงในวันหน้า
เกิดเป็นสัตว์ต้องทำใจอย่างเดียว
.
ยืนขำแกะตัวนี้นานมาก
แกะปลิ้น
ปลิ้นออกมานอกกรง
ที่เห็นนี่คือเขาเอาสีข้างถูกรงอยู่ ถูไปถูมา
นานมาก สันนิษฐานว่าคัน แต่เกาไม่ถึง ติดพุง

ปอเปี๊ยะแกะ
หนึ่งในลูกแกะดวงจู๋ ผู้ไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง
วันนั้นอากาศค่อนข้างเย็น เพราะลมแรง เจ้าของเลยต้องเอาผ้ามาคลุมให้ แต่เห็นแกะตัวใหญ่ๆนอนหอบลิ้นแดงกันใหญ่

ตูดแกะ
ใหญ่มาก
ใครจะไปนึกว่าตูดแกะจะบานได้ขนาดนี้

แกะหน้าดำ
พยายามจะจำชื่อพันธุ์ แต่นึกไม่ออกวุ้ย

มีแกะประหลาดๆด้วย
อันนี้แกะดำ มีเขา
แล้วก็มีแกะไรไม่รู้ มีเขาตั้งสี่อัน
ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรเยอะแยะ
ตัวนี้น่ารักม้ากมาก
กลมๆ ฟูๆ เหมือนปุยนุ่น
ก้มหน้าก้มตากินฟางไม่สนใจใคร
เห็นแบบนี้แล้วก็ไม่อยากกินเนื้อแกะเลย
ซึ่งปกตินราก็ไม่กินอยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่ามันเหนียวและหยาบ ไม่แซ่บ
อยู่ในคอกแกะประมาณครึ่งชั่วโมง ออกมาหูชาไปเลย
แกะมันร้องตลอดเวลา
ตัวเดียวไม่เท่าไหร่หรอก แต่พอหลายๆตัวมันแบรรรร่นี่สิ
เสียงเหมือนมีคนเป็นร้อยๆเรอพร้อมกัน
แบรรรรร่ะะะ เบร่อออออ เอริ่กกกกก
.
ถัดไป เป็นคอกหมูอู๊ด
หมูอู๊ดใหญ่มั่ก หมูอู๊ดเหม็นมั่ก
และไม่เห็นตัวไหนทำอะไรนอกจากนอน
ชะโงกไปดูกี่ตัวกี่ตัวก็นอนท่าเดียวกันหมด ท่าบังคับ
หมูอู๊ดถ้ามันสะอาดๆมันก็น่ารักเหมือนกันนะ
ดูน้องอู๊ดตัวนี้ซิ กลมเกลี้ยงออกชมพู น่าเอามาหนุน
แถมเล่นกล้อง ชะมดชะม้อยหางตาให้อีกตะหาก
หมูอู๊ดตัวนี้ เป็นหนึ่งในแม่พันธุ์ที่ได้รับรางวัล
หญ่ายมาก หญ่ายจนน่ากลัว
เกือบๆสองเมตรได้ละมั้ง
จริงๆมีอีกตัว ที่ไม่ได้ถ่ายรูปมา
เพราะมัวแต่ตกตะลึงจนลืม
โคตรใหญ่ โคตรของโคตรใหญ่ เกิดมาไม่เคยเห็นหมี เอ๊ย เห็นหมูที่ไหนใหญ่ขนาดนี้
หล่อนเป็นแม่พันธุ์ลาร์จไวท์ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าใหญ่
ตัวยาวเกินสองเมตรอ่ะค่ะ ขานี่เป็นกล้ามเนื้อมัดๆ อ้วนๆ
คือถ้าเมิงเหยียบยอดอกกรูนี่ อกทะลุผลุไปถึงสันหลังแน่นอน
.
ที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาอีกอย่างคือปศุสัตว์ พวกวัว
พอได้เห็นแล้วก็เข้าใจว่า ทำไมพ่อซิมบ้าในเรื่องเดอะไลออนคิงถึงได้ตาย ตอนโดนฝูงวิลเดอร์บีสท์วิ่งเตลิดมาทับ
ก็วัวแต่ละตัวมันใหญ่ซะขนาดนี้ ไม่ตายก็แปลกแล้ว
คือวัวใหญ่มาก จะบอกว่าใหญ่เท่ารถคันนึงก็คงจะเว่อร์ไป แต่ที่แน่ๆใหญ่ประมาณยาริสหรือแจ๊ซแน่นอน
เห็นแล้วถึงกับกลัว ต้องเดินห่างๆ
ปีเตอร์ผู้ใจดี พานราไปดูตู้ประกวด Carcass แกะ หรือพวกเนื้อที่เขาแล่ออกมาแต่ยังมีโครงอยู่ ยังไม่เลาะเป็นก้อนๆ แผ่นๆ คือยังเห็นเป็นรูปร่างตัวสัตว์อยู่นั่นแหละ เหมือนที่เขาแขวนไว้ในห้องเย็น
แล้วปีเตอร์ผู้ช่ำชองการชำแหละ ก็อธิบายให้ฟังว่า เวลาประกวดเขาดูเนื้อกันตรงไหน ไขมันตรงสะโพกต้องหนาบางยังไงถึงจะดี ความหนาของซี่โครงต้องเป็นยังไง
ดูนานๆ นึกถึง Resident Evil ซะงั้น หลอนเหมือนกันนะ เห็นเนื้อสดๆ เป็นรูปร่างแกะไม่มีหัว ห้อยโตงเตงเป็นแถวๆน่ะ
.
ขากลับ นรกบนดินดีๆนี่เอง
หาชานชาลาไม่เจอ เพราะมันเป็นสถานีเล็กมาก แถมปีเตอร์ก็ไม่ได้มาด้วยเพราะต้องทำงานต่อ กว่าจะตรัสรู้ว่ามันต้องเดินข้ามถนนแล้วมุดลงสะพานลอดข้างใต้ก็เสียไปเป็นครึ่งชั่วโมง แน่นอนไม่ทันรถไฟฮ่ะ รถไฟไปยอร์กมาแค่ชั่วโมงละขบวน ก็นั่งรอไปเหอะ ลมก็แรง หนาวก็หนาว
ขึ้นรถไฟมาถึงยอร์ก โอ้สวรรค์ชิงชังฉันหรือไร
ฝนตกทันที
ไม่ใช่ตกแบบหยุมหยิมตามปกติด้วย ไม่รู้มันเป็นอะไรทำไมวันนี้ต้องตกแบบพายุเข้า ตกแรงมาก
นรายืนรอรถเมล์สี่สิบนาที รถเมล์ไม่มา ปวดฉี่ก็ปวด ห้องน้ำก็ไม่มี สุดท้ายต้องนั่งแท็กซี่กลับมหาลัย โดนไปหกปอนด์
แถมเพราะหนาวและอั้นฉี่ สุดท้ายเลยได้ของแถมมาเป็นทางเดินปัสสาวะอักเสบ เพื่อนเก่าที่เราไม่อยากเจอ
.
โมมดจิ
เมนท์ยาวๆแหละดีแล้ว นราชอบอ่าน
ไปงานนี้นราไม่ได้เสียตังค์ซื้อของกินอะไรเลยค่ะ
อยากเหมือนกัน แต่มันแพง ซื้อไม่ลง
เรื่องงาน เหอะๆ ยังไม่ถึงไหนเลยค่ะ
แต่นราก็เป็นซะงี้แหละ ไม่อนาทรร้อนใจ เดี๋ยวรอดูเดือนสิงหาสิ ไฟลนแน่ๆ
รีบๆมายอร์ก แล้วไปตะลุยหาของกินกันเถอะๆๆ

วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

The Great Yorkshire Show #1

วันนี้รูปเยอะ โหลดโหด
ใครเครื่องตกรุ่น แนะนำให้ไปถอยเครื่องใหม่ได้แล้ว เพื่ออรรถรสและความสะดวกในการอ่านบล็อกของนราค่ะ เป็นห่วงนะเนี่ย
เรื่องของเรื่องคือ วันนี้ไปงานออกร้านการเกษตรและปศุสัตว์มา
อาศัยอานิสงค์ของปีเตอร์ เพื่อนคนอังกฤษ ที่ทำงานเป็นคนแล่เนื้ออยู่ในงานเอาบัตรฟรีมาให้ เลยเข้าได้ฟรี จากราคาตั๋วมหาโหดยี่สิบปอนด์ ราคานักเรียนแล้วนะน่ะ
งานจัดที่ฮอร์นบีมพาร์คในแฮร์โรเกต ปีเตอร์เมื่อคืนก่อนมาค้างกับแฟนเขาที่มหาลัย ตอนเช้าเลยออกไปด้วยกัน เป็นงานออกร้านที่เจ้าของหมู วัว แกะ หมา บลาๆๆ ผลิตผลการเกษตรทั้งหลายจะเอาของมาอวดกัน
นั่งรถไฟจากยอร์กไปลงสถานีฮอร์นบีมพาร์ค ตั๋วไปกลับห้าปอนด์ยี่สิบ ใช้เวลาประมาณสี่สิบนาที แล้วเป็นไรไม่รู้ขึ้นรถไฟทีไรได้ที่นั่งแบบที่มันหันหลังให้ทางรถไฟวิ่งทุกที เดินทางแบบถอยหลัง
.
จากสถานีรถไฟ เดินไปตัวงานอีกประมาณสามโกฏชาติ โคตรไกล มีการเดินเข้าป่าเข้าดงอีกตะหาก เข้าใจว่าเป็นทางลัด แต่อดไม่ได้ต้องถามปีเตอร์ "เมิงหลอกกรูมาฆ่าทิ้งหรือเปล่าเนี่ย"
ร้านส่วนใหญ่เป็นร้านผลิตภัณฑ์การเกษตรอะไรทำนองนั้น มีร้านไอศกรีมนม ไส้กรอกย่าง ฟิชแอนด์ชิปส์ เด็กเปรตวิ่งเกะกะทางเดิน คนเยอะเป็นหนอน เห็นแล้วนึกถึงบรรยากาศงานพรรณไม้งามที่สวนหลวง ไม่ก็งานหนังสือแห่งชาติตรงซุ้มนานมีบุ๊กส์กับเจบุ๊ก แน่นแบบนั้นเลย
เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัด ปีเตอร์เลยพาเข้าห้อง บ้าเหรอ พาเข้าไปในอาคารจัดแสดง แบ่งออกเป็นสามโซน โซนอาหาร โซนนมเนย แล้วก็โซนพืชผักต่างๆ
.
เนยยยยย
เห็นแล้วอยากเอาหน้าลงไปไถๆๆ เกลือกกลิ้งพลางเคี้ยวกินให้คอเลสเตอรอลมันพุ่งเล่นจริงๆ เนยคุณภาพจากผู้ผลิตท้องถิ่นเขาส่งเข้าประกวดกันเยอะแยะไปหมด แต่ละก้อนหอมหึ่ง เป็นกลิ่นหอมแบบอับๆ นมๆ ยังไงบอกไม่ถูก รู้แต่ชอบมาก
เนยก้อนเหลี่ยมๆดูเหมือนเล็ก แต่ของจริงใหญ่มาก ขนาดเท่าเครื่องพรินเตอร์ใหญ่ๆเครื่องนึงเลย ไม่ได้โม้ ใหญ่แบบกินทุกวันไปทั้งเดือนก็ไม่หมด
เนยแข็งก้อนเขียวๆนี่ชนะรางวัลที่หนึ่งค่ะ เป็นเนยแข็งผสมเสจ น่ากิน เนื้อเหมือนหินอ่อนเลย
เขามีการสาธิตการทำชีสให้ดูด้วย คนพูดตลกดี แต่ติดสำเนียงยอร์กเชียร์ค่อนข้างแรง เลยไม่ค่อยเข้าใจว่าเขาพูดอะไร แต่ก็ดูเป็นความรู้ดีค่ะ เอานมเทใส่ชาม เทสารอะไรไม่รู้ลงไปสองสามอย่าง จำได้ว่าอย่างแรกคือ live bacteria ทิ้งไว้แป๊บเดียวแข็งตัวเป็นคล้ายๆเต้าหู้ซะแล้ว เสร็จแล้วเขาก็จะตัดเป็นชิ้นเล็กๆ เอาใส่ผ้าขาวบางเพื่อบีบน้ำ โรยเกลือ แล้วเอาไปอัดใส่พิมพ์ ทาดาาา
เดินลึกเข้าไปอีกหน่อย เป็นโซนผลไม้
ตื่นตาตื่นใจสมตุ้ยม้ากกก เพราะชอบดูผลไม้ที่มันติดอยู่กับต้น ไม่รู้เป็นโรคอะไร สงสัยชาติที่แล้วจะเป็นอุรังอุตัง
มีการประกวดผลไม้พวกเบอร์รีต่างๆ ที่หนึ่งเงี้ยไม่อยากจะพูด อวบอิ่มสีสันสดใสสุดๆ อีนี่ก็ไปยืนน้ำลายย้อยอยู่หน้าร้านเขา
ส่วนตัวนราชอบสตรอว์เบอร์รีนะ
นี่ก็กำลังจะหมดฤดูมันแล้ว ต้องรีบไปซื้อมาตุนกิน
แต่วันนี้ได้เห็นเรดเคอร์เรนท์ สุดยอด
ไม่คิดเลยว่าจะสวยได้ขนาดนี้ สวยแบบไม่อยากเอามากิน อยากเอามาใส่จานแล้วนั่งดูเฉยๆ
สีแดงสดใส เป็นประกาย เหมือนพลอยเลย
ยิ่งที่ได้รางวัลที่หนึ่งนะ เป็นสีชมพูอ่อนอมส้ม สีแชมเปญ เหมือนไข่มุกเลยค่ะ
งานใหญ่มาก
แต่นราเดินอยู่แต่ตรงพืชผักเนี่ย เป็นชั่วโมงๆ
โซนต่อไปเป็นโซนกุหลาบ หอมฟุ้งเลย
กุหลาบใหญ่กว่ามือเราก็มี บานแจงแวงทั่วไปหมด
ดอกกุหลาบพวกนี้ก็เป็นของส่งประกวดเหมือนกันค่ะ
ช่อนี้ได้รางวัลชนะเลิศ
จำไม่ได้ว่าชนะการจัดแต่งหรือชนะแบบนำเสนอหลากสายพันธุ์ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าดอกสีเหลืองที่ซ่อนอยู่ข้างหลังหอมมาก หอมหวานๆเย็นๆน่ากินดี
สุดยอดจริงๆ น่าอิจฉาคนปลูกต้นไม้เก่งๆนะ นราก็อยากปลูกดอกไม้แล้วมันบานสวยๆอย่างนี้มั่งอ่ะ ไม่เคยทำได้เลย ปลูกผักปลูกดอกไม้ทีไรมันต้องเน่าตายก่อนวัยอันควรทุกที
ปล.อย่ามาชวนไปปลูกผักเฟซบุ๊กซะให้ยาก
Alice's Red
แดง แด๊งงงจนตาจะบอด ยิ่งทาบกับฉากหลังสีน้ำเงินแล้วยิ่งจ้าจนปวดตา
ดูๆไปแล้วก็เหมือนขนมชั้นเลยเนอะ
ยัง ยังไม่พอ มีแสบกว่านั้นอีก
แสบทั้งสี แสบทั้งชื่อเลย
Tequila Sunrise
ดงเบญจมาศ
เห็นแล้วก็พยายามจะไม่นึกถึงงานศพอ่ะ
ไม่ใช่งานศพธรรมดานะ เป็นงานศพญี่ปุ่นด้วย
จริงๆมีดอกไม้มากกว่านี้ แต่เอาลงบล็อกหมดไม่ได้หรอก เหนื่อย ขี้เกียจย่อ ตามไปดูในเฟซบุ๊กเอาละกันนะ
มีกล้วยไม้ ฟุกเชีย ไฮเดรนเยีย สวีทพีที่สีหวานสมชื่อ แล้วก็ดอกไรไม่รู้แท่งยาวๆ เนี่ยหงุดหงิดจังเลยนึกชื่อไม่ออก
ฝรั่งกรี๊ดกล้วยไม้มาก ต้นนึงขายเกือบสิบปอนด์
นราได้แต่ชายตามอง แล้วพ่นลมออกจมูกด้วยมาดนางอิจฉาช่องเจ็ด "ฮึ แม่ฉันมีหมดแล้วย่ะ"
.
มีผลงานการปลูกผักส่งเข้าประกวดของนักเรียนประถมด้วย
เป็นบล็อกสี่เหลี่ยมที่มีผักผลไม้ปลูกไว้ตรึม
บ้านเราก็น่าจะทำมั่งนะ
เท่าที่จำได้ ตอนป.สามโดนสั่งให้ปลูกคะน้ากับผักบุ้งจีนที่สวนครัวหลังห้องเรียน
สรุป หมดอดแดรก ลูกภารโรงเอาสวนผักกรูไปทำสนามบอลซะยังงั้น
ส่วนใครที่คิดว่ามันฝรั่ง ก๊อคือมันฝรั่ง
ดูรูปนี้แล้วคิดใหม่ เพราะที่ท่านเห็นคือมันฝรั่งทั้งสิ้น
หลากสี หลากขนาด เรียงรายน่าเอ็นดูเชียว
ฝรั่งเขามีสูตรด้วยนะ ว่าพันธุ์นี้เหมาะจะเอามาทำอะไร อบหรือต้ม พันธุ์นี้ควรกินเมื่อไหร่
แต่ขอให้เป็นมันฝรั่งเถอะ นรากินหมด
เป็นมนุษย์เขมือบมันระดับชาติ
บางพันธุ์ชื่อน่ารักเชียว
"Smile"
"Charlotte"
"Mozart"
พันธุ์สุดท้ายนี่ถ้าเอาไปยัดปากลูก มันจะฉลาดเหมือนเปิดเพลงโมซาร์ทให้ฟังมั้ยนะ
จริงๆเป็นความใฝ่ฝันของนรามานานแล้ว
ว่าอยากจะได้มีประสบการณ์มางานออกร้านอย่างนี้สักครั้ง
เพราะตอนเด็กๆ พ่อซื้อหนังสือชุดบ้านเล็กของลอรา อิงกัลส์ ไวล์เดอร์มาให้ แล้วมันมีเล่มนึง Farmer Boy ที่เป็นเรื่องราวของสามีเขาตอนเด็ก ที่เขาช่วยพ่อดูแลม้าและวัวก่อนส่งเข้าประกวด แล้วพอถึงวันงานก็ไปเดินเล่นดูร้านรวง สัตว์เลี้ยง สุนัขล่าสัตว์ อาหารต่างๆ
หนังสือเล่มนี้แหละ ฝังใจนรามาจนถึงทุกวันนี้
วันนี้ mission accomplished แล้ว ได้เห็นสมใจว่า อ้อ มันเป็นแบบนี้นี่เอง
เห็นแล้วก็คิดถึงพ่อขึ้นมาด้วย
ว่าแต่เราพลาดเต๊นท์ช่างเหล็กได้ไงเนี่ย เห็นเขาบอกว่าถอดเสื้อทำงานกันทั้งร้าน
แหม่ เกือบจะจบดีแล้วนะกรู
.
วันนี้ขอจบครึ่งแรกไว้เท่านี้ก่อน
เดี๋ยวภาคสอง ภาคจบค่อยตามมาทีหลังนะคะ
เหนื่อย อัพลงทีเดียวไม่ไหว
ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553

A Walk to Rowntree Park

เมื่อวานนี้ไปเดินเล่นที่ราวน์ทรีพาร์กกับเนมและเพื่อนอีกสองคนของเนมมาค่ะ ไปกันตอนประมาณสี่โมงนิดๆ เดินจากมหาลัยไปสวนนี่ก็นานพอสมควรเลยนะ ประมาณครึ่งชั่วโมงกว่าเห็นจะได้ แต่นราบ่ยั่นหร๊อก ตั้งแต่มาอยู่อังกฤษนี่เดินทนขึ้นเยอะ ไม่เอะอะอะไรก็ขึ้นแท็กซี่ ขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างอีกต่อไป เพราะ 1) ที่นี่ไม่มีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ขนาดมอไซค์ส่วนตัวยังนานๆเห็นที แถมเป็นแบบล้อโตๆ ตัวถังใหญ่ๆ เท่ๆ คันนึงแพงเกือบเท่ารถเก๋งเล็กๆซะอีก และ 2) แท็กซี่แม่งโคตรของโคตรแพง
ไปถึงก็สี่โมงกว่าเกือบห้าโมงละมั้ง ฟ้ายังสว่างแจงแวงอยู่เลย
แต่วันนี้เมฆมาก แสงมันเลยออกฟ้าๆ สลัวๆ ถ่ายรูปออกมาไม่ค่อยสวย
(พูดเหมือนแสงดีแล้วถ่ายสวยนะอินี่)
เสียดายว่านราไม่ได้ไปตอนที่ดอกไม้มันบานสวยที่สุด ทำไมพลาดอยู่เรื่อยเลยวะ
ตั้งแต่ตอนไปสวนคิวแล้ว เอนทรีก่อนหน้านี้ที่ถ่ายกุหลาบชาวบ้านก็อีก
เอาเถอะ ยังไงก็ยังสวยอยู่นะทำเป็นเล่นไป
หลังจากได้แต่เห็นรูปบนขวดและกลิ่นจากครีมทามือของโอเรียนทัลพรินเซสมานาน
ในที่สุดวันนี้ก็มีโอกาสได้เห็นดอกพีโอนี่ของจริง สวยจังเลย
หนาเป็นช่อฟูๆกลมๆ ดูนุ่มนิ่มน่ากิน เห็นแล้วนึกถึงสายไหมสีชมพู
มันหอมอ่อนๆ กลิ่นก็คล้ายๆกับครีมที่ว่านั่นแหละ
แต่มันธรรมชาติกว่ากันเยอะเลย ดอกนึงใหญ่เกือบเท่าหน้านราแน่ะ
ซึ่งก็แปลว่าใหญ่บักเอ้ก
ปล.ไม่เห็นเหมือนในเกมเดอะซิมส์หนึ่งภาคแปดเลยอ่า เดอะซิมส์โกหกๆ
.
นี่ดอกไรไม่รู้ อย่าถาม อิอิ
แต่มันแดงสวยดี แถมถ่ายออกมาแล้วดูดี
ชอบเป็นการส่วนตัวน่ะค่ะ
น้องลิลลี จริงๆมีหลายสี เห็นสีขาวขลิบชมพูอันนี้
แล้วก็มีสีแดง ไทเกอร์ลิลลี แต่มันซุกอยู่ในพงหญ้าถ่ายไม่สวย
แล้วก็มีสีเหลืองดอกเล็ก
อย่างที่บอกว่ามันเลยช่วงบานเต็มที่ของดอกไม้ไปแล้ว
ตอนนี้ก็เลยเริ่มเหี่ยวๆไปบ้าง
ที่สวนนี่ มีคนมานอนเล่นกลิ้งเกลือก พาลูกมาเตะบอล พาหมามาเดินเล่นเยอะเหมือนกัน
ฝรั่งนี่ บางคนเขาสนใจว่าเราทำอะไรอยู่ เขาก็ไม่ปกปิดเลยนะว่าเขาอยากรู้
นราก้มๆเงยๆถ่ายรูปอยู่ กำลังเล็งผึ้งบนดอกไม้
สาวฝรั่งคนนึงก็เดินมา เหมือนจะไปไหนสักที่
พอเห็นเราเขาก็หยุดเดิน แล้วยืนดู ว่าอีนี่ทำอะไร
บางทีเราคุยเรื่องตลกกับเพื่อน ไอ้ฝรั่งข้างๆหัวเราะด้วยก็มี
ราวน์ทรีพาร์กนี้ นราก็ไม่รู้ประวัติอะไรมาก
แต่จากที่ยืนอ่านประวัติสวนคร่าวๆแล้ว ก็ประมาณว่าสร้างโดยบริษัทราวน์ทรี ให้แก่พี่น้องประชาชนและคนงานบริษัทที่ตายไปสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
อารมณ์ประมาณคาร์ฟูร์สร้างสะพานลอยให้คนใช้มั้งคะ
แต่นะ สวนที่บริษัทสร้างให้ส่วนรวมในบ้านเขากับบ้านเรา ทำไม้มันต่างกันลิบลับวุบวับแบบนีัก็ไม่รู้
สวนบ้านเขาลงทุนดูแล มีคนสวน มีการเอาต้นไม้มาเปลี่ยนเรื่อยๆ
สวนบ้านเรา เห็นแม่งแต่ต้นไทร เสียบๆ ปักๆ พอให้เขียว พอและ
ไม่เชื่อไปดูได้ สวนสุขภาพอะไรสักอย่างตรงทางลัดที่มันจะไปออกข้างโลตัสอ่อนนุชจากม.กท.อ่ะ
มีแต่ต้นไทร กับหินเทาๆ แบบที่ใช้ผสมปูน
คงจะมีคนไปวิ่งหรอก ฟาย
ตรงศาลากลางสวน มีนกพิราบขาวเกาะอยู่เต็มเลย
เขาเจาะหลังคาเป็นรูบ้านนก ให้นกมาอยู่ด้วย
ทำไมพอพิราบมันเป็นสีขาวแล้วมันดูดีขึ้นมาทันทีเลยเนอะ
เห็นดอกไม้สวยๆแล้วก็คิดถึงแม่แฮะ
อยากให้แม่มาเห็นด้วย มีหวังไปรัวกล้องจนแบตหมดแหงๆ
แต่จะว่าไป นราเองก็เล่นซะถ่านน้องฟูจิเกลี้ยงเหมือนกันแหละ
ประมาณว่าถ่ายรูปสุดท้ายก่อนกลับไฟก็กระพริบเตือนเลยว่าถ่านหมดแย้ว
นราชอบถ่ายรูปดอกไม้ สัตว์ วิว มากกว่าที่จะถ่ายรูปคนอ่ะค่ะ
นราคิดว่ารูปถ่ายของคน มันไม่ธรรมชาติ มันต้องมีการปรุงแต่งท่าทาง โพสท์ท่าไหนดี เอียงเท่าไหร่ดีนะเหนียงเราจะได้ไม่ห้อยออกมา หรือทำปากเป็ดๆแบ๊วๆ ไรงี้ แต่ดอกไม้มันโพสท์ไม่ได้ วิวมันโพสท์ไม่ได้ มีแต่เราที่จะเลือกมุมถ่ายรูปให้เขาออกมาดูดีที่สุด
อีกอย่าง เคยดูอัลบัมของเพื่อนที่ไปเที่ยวยุโรปมา
มีแต่หน้าแม่งกับเพื่อน ทั้งอัลบั้ม ซูมไกลบ้างใกล้บ้าง
อันนี้ก็เข้าใจนะว่าไปเที่ยวอีกประเทศมันก็ต้องอยากได้รูปตัวเองกลับมาเป็นที่ระลึก
แต่ถ่ายมาแล้วกรูเห็นแต่หน้าเมิงเนี่ย เวียนนาปารีสไม่เห็นหอยอะไรเลย
กรูจะดูทำไม หันไปข้างๆก็เห็นหน้าเมิงแล้ว กรูไปเปิดกู๋เกิ้วอิมเมจดูดีกว่าไหม
จบด้วยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกันเลยดีก่า
ไม่รู้เคยเล่าให้ฟังไหม ว่าก่อนหน้านี้ในห้องนรามันเหม็นตุๆ เหม็นหมาตาย
พยายามจะหาต้นตอของกลิ่น แต่หาไม่เจอ หงุดหงิดมาก
ตอนนี้เจอแล้วค่ะ มันคือสสารหน้าตาไม่น่าไว้วางใจสีขาวหนืดๆ
มันติดอยู่ตรงก้นแก้วที่วางไว้ข้างหน้าต่าง เหนียวแบบติดหนึบเลยนะ ยกแก้วไม่ขึ้น ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร
หรือว่าเราทิ้งแก้วเอาไว้ตรงนั้นนานเกินไป จนแดดส่องแล้วแก้วละลาย แล้วเน่า เลยเหม็น
สันนิษฐานไปเรื่อย อิอิ
เช็ดออกแล้วกลิ่นก็หายไปค่ะ ดีจัง
.
ฝากรูปโปรดของนราไว้ในอ้อมใจค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

British Pub

หลังจากฝนตกเฉอะแฉะมาทั้งสัปดาห์
ในที่สุดวันนี้พระอาทิตย์ก็มีอารมณ์ออกมาเฉิดฉายเสียที
พยากรณ์อากาศก็บอกว่าแดดจะออกไปทั้งสัปดาห์ อาจมีเมฆมาก
แต่เอาเหอะ ฝนไม่ตกก็ดีแล้ว หนาวจะตาย ไปไหนก็ลำบาก
.
วันนี้ฟ้าสวยค่ะ
อังกฤษนี่นะ วันไหนคิดจะอากาศดีก็ดีแบบน่าตกใจ แดดแรง ลมเอื่อยๆ
แล้ววันนั้นก็จะเป็นวันที่คนออกมาจากบ้าน มาเดินเล่น มาเลื้อยกันเต็มสนามหญ้า เอาผ้ามาปู กลิ้งเกลือกอ่านหนังสือตามเนิน ประหนึ่งว่าชาตินี้ไม่เคยเห็นพระอาทิตย์มาก่อนเลย แต่นราก็ว่ามันยังเย็นๆอยู่ดีถึงช่วงนี้พระอาทิตย์จะตกตอนสามทุ่มครึ่ง พอสักห้าโมงอากาศก็จะเริ่มเย็นลงอยู่ดี
ถ้าไม่มีเสื้อแจ็กเก็ตก็หนาวสั่นได้เหมือนกันนะ
แต่ไอ้เพื่อนฝรั่ง มันก็พากันขำนรา ว่าขนาดนี้แล้วเมิงยังหนาวอีกเหรอ
พวกกรูเหงื่อตกกันจะตายห่า
.
นี่เป็น Central Hall ของมหาลัยยอร์กค่ะ
ดอกเชอร์รี ที่เคยถ่ายรูปมาให้ดูช่วงฤดูร้อนตอนต้น จำกันได้ไหม
ตอนนี้มันกลายเป็นลูกเชอร์รีแดงๆหมดแล้ว
ไม่ถึงกับพราวเต็มต้น แต่คนไม่เคยเห็นอย่างเราก็ตื่นตาเหมือนกัน
ตอนแรกมันเป็นเม็ดกลมๆ เขียวๆ ก่อน แล้วค่อยๆเหลือง ส้ม แดง
กะว่าเดี๋ยวมืดเมื่อไหร่ จะแอบออกไปเก็บกิน อยากรู้อร่อยไหม
อารมณ์เดียวกับตอนที่มาถึงใหม่ๆ แล้วไปเดินเก็บเม็ดเกาลัดที่ร่วงๆตามพื้น กะเอามาลองคั่วกินเลย ฮ่าาา พูดแล้วก็คิดถึง วันเวลานี่มันผ่านไปเร็วจังเลยนะ
นอกจากเชอร์รี แอปเปิลก็เริ่มติดเป็นลูกกลมๆ แล้วเหมือนกัน
อากาศเจือกลิ่นหอมหวานจางๆ บอกไม่ถูก ดมแล้วชื่นใจดี
ตอนนี้กุหลาบบานกันเยอะมาก บานตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้ว เห็นเขาว่าพ.ค.นี่เป็นเดือนดอกกุหลาบนะ ออกเยอะมาก ตอนนี้ก็ยังมีอยู่ แต่เริ่มเลยช่วงที่สวยที่สุดของมันแล้ว
.
ดอกสีเหลือง ขึ้นอยู่ริมทางเดิน เลื้อยเกาะผนังอาคารในหมู่บ้านเฮสลิงตัน เห็นตั้งแต่มาใหม่ๆ
ตอนนั้นมันเป็นกิ่งก้านแห้งๆแกร็นๆ เหมือนคุณยายอายุแปดสิบซักน้ำสองครั้งแล้วบิดเอาไปตากแห้ง
ตอนนี้ออกดอกออกใบสวยงาม ดอกนึงใหญ่เกือบเท่าแผ่นซีดีแน่ะ
บ้านหลังนี้อยู่ตรงข้ามกับอาคารกุหลาบเหลืองค่ะ
เป็นบ้านเตี้ยๆ เล็กๆ น่ารักดี เหมือนบ้านในนิยายที่เคยอ่านเลย
บ้านนี้เขาสวนสวยมากเลย ยิ่งกุหลาบสีชมพูหน้าบ้านนี่ดอกมันใหญ่จนย้อยออกมาข้างนอก เลยแอบมั่วถ่ายรูปมาได้
นราช้อบชอบกุหลาบเลื้อยสีแดง มันแดงสดดูนุ่มนิ่มเหมือนกำมะหยี่เลย
แถมเลื้อยขึ้นไปบานตรงริมหน้าต่างอีก อยากได้ห้องนอนแบบนี้มาก
แบบว่ามองออกมาแล้วเห็นดอกกุหลาบสวยๆบาน คงสดใสดีนะตอนเช้า
ตอนนี้ห้องนรา ตื่นมา เห็นต้นไม้ที่จะตายมิตายแหล่ของตัวเอง เหี่ยวๆเหลืองๆต้นเดียว
กำลังวิเคราะห์อยู่ว่ากรูทำไรผิด รดน้ำก็รดทุกวัน ทำไมจู่ๆใบมันเหลืองหมดต้นเลย

เอาละ ทั้งหมดที่ว่ามา มันอยู่ระหว่างเส้นทางเดินไปผับหลังมหาลัยค่ะ
เรื่องของเรื่องคือ เล่าให้แม่ฟังว่าชอบไปนั่งเล่นที่ผับ กินโน่นนี่ เจอเพื่อน
แล้วแม่เป็นห่วง ไม่อยากให้ไป เพราะเข้าใจว่าผับฝรั่งคงเหมือนผับไทย แบบว่าคนถือเหล้าเดินกันว่อน แดนซ์กันกระจาย มีแต่ฝรั่งเลวๆจ้องจะงาบลูกสาวแม่ตาเป็นมัน
หารู้ไม่ว่ากรูนี่แหละ ภัยรายวันของหนุ่มอังกฤษ โดยเฉพาะผมบลอนด์ กร๊ากกก
เพื่อเป็นการแก้ไขความเข้าใจ และให้แม่สบายใจ วันนี้เดี๋ยวพาไปเที่ยวผับนะ
ผับนี้ชื่อชาร์ลส์ค่ะ เป็นที่รู้กันว่าทำอาหารนานฉิบหาย
ประมาณว่าสั่งตอนไม่หิว กว่าอาหารจะมาก็หิวแทบจะแดกขาโต๊ะได้
แน่นอนว่าต้องมีบาร์ขายเครื่องดื่ม
ชาร์ลส์เป็นผับที่ยึดมั่นในมาตรฐานมาก คือเมื่อสิบปีที่แล้วมีพนักงานหน้าบาร์ไม่เกินสามคน ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่เท่านั้น ไม่ว่าลูกค้าจะเยอะแทบเหยียบหัวกันตายยังไงก็จะมีไม่เกินสามคน คงเส้นคงวามากกก
เวลาจะสั่งอาหารและเครื่องดื่ม ก็ต้องไปสั่งตรงบาร์นี่แหละค่ะ ไม่มีใครเดินมารับออเดอร์เหมือนร้านเจ๊แอ๊วแถวบ้านนะ สั่งเสร็จก็จ่ายเงินเลย เขาจะให้ขวดไวน์เปล่าติดเบอร์มาขวดนึง เหมือนเป็นบัตรคิวไว้รอรับอาหาร
เห็นสีดำๆ อย่าตกใจคิดว่านรากินเบียร์ดำละ
โค้กจ้าโค้ก ที่อังกฤษเวลาสั่งเครื่องดื่มมันจะมีสองไซส์ให้เลือก คือไพนท์ กับครึ่งไพนท์ วันนี้หิวน้ำเลยสั่งแก้วใหญ่ไพนท์นึงไปเลย
ข้างหลังคือเมนูเครื่องดื่ม มีเบียร์ ไซเดอร์ เอล เหล้าผสม อะไรก็ว่าไป
ปกติชาร์ลส์จะคนเยอะ เบียดเสียดแออัดเหมือนงานชิงเปรต
โดยเฉพาะวันที่อังกฤษเตะกับอเมริกา โอ้โหผับทั่วประเทศแทบระเบิด
ฝรั่งทาหน้าทาตัวเป็นสีขาวแดง เดินร่อนทั่วเมือง
บอลเตะทุ่มครึ่ง แม่งเมาแอ๋กันตั้งแต่เที่ยง อังกรี๊ดอังกฤษ
แต่วันนี้คนน้อย มีที่ให้เลือกนั่งได้ตามสบาย
ปราศจากขี้เมาหรือจิ๊กโก๋หรือเพลงแดนซ์อะไรทั้งสิ้น
ไปถึงหกโมงครึ่ง กว่าอาหารจะมาก็นั่งรอถึงทุ่มครึ่ง เชื่อหรือไม่
โคตรนานเลย แอบไปชะโงกดูในครัว เจริญ มีคนทำอยู่สองคน
วันหลังมากินแนะนำให้เอาเต๊นท์มาตั้งด้วย
นราสั่ง Southern Fried Chicken พร้อมมันทอดแบบม้วนๆ ของดังของร้าน
พอมาถึงก็บางอ้อว่ามันคือไก่ไม่มีกระดูกของผู้พันแซนเดอร์สนั่นเอง
อาหย่อย
เห็นมั้ยไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลย
ผับอังกฤษส่วนมากจะเป็นแบบนี้แหละ ขายเหล้าเบียร์ แต่จะเลือกไม่กินก็ได้ มีที่นั่งดีๆให้นั่งคุยกัน ยืดแข้งขาได้สบายๆ
ถ้าจะไปแดนซ์ ไปเที่ยวกลางคืน อันนั้นเรียกว่าไนท์คลับค่ะ
เปิดตั้งแต่ประมาณสี่ทุ่มครึ่งถึงตีสอง-สาม-สี่ แล้วแต่ที่ ค่าฝากกระเป๋าหรือเสื้อโค้ทอยู่ที่ชิ้นละหนึ่งปอนด์-ปอนด์ครึ่ง หน้าประตูจะมีเบาน์เซอร์หรือผู้รักษาความปลอดภัยตัวบวมๆยืนขวางอยู่เหมือนยักษ์วัดแจ้ง
เอ๊ะ ทำไมรู้ดีจัง โฮะๆๆ
.
อันที่จริงวันก่อนไปผับนอกเมืองกับเพื่อนมาด้วย ชื่อผับ Riverside เป็นผับใหญ่สวยมาก น้องๆร้านอาหารเลย เสียดายไม่ได้เอากล้องไป
เป็นครั้งแรกที่ตูดมีโอกาสได้สัมผัสเบาะหนังรถสปอร์ต โตโยต้าเซลิก้า ล้อแม็กสิบเจ็ดนิ้ว ร้อยเก้าสิบแรงม้า ลำโพงเซอร์ราวด์รอบด้าน
เพื่อนมารับที่ในเมือง แล้วขับพาไปผับที่ว่าเนี่ย
ระหว่างนั่งโอ้โหเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ภาวนาว่ากรูไม่อยากตายๆๆๆๆ
โอ้โหขับโคตรซิ่ง เหมือนอยู่ในหนังเรื่องโตเกียวดริฟท์ อันนี้เป็นยูเคดริฟท์
มารู้ทีหลังว่าพ่อคุณท่านขับรถแข่งมาก่อน ขอบคุณมาก ทำไมเมิงไม่บอกกันก่อน
กรูจะได้เอาเข็มขัดนิรภัยส่วนตัวอีกอันมาคาดเพิ่ม
ลงจากรถมา พูดภาษาอังกฤษไม่ออกเลย
ไอ้คนขับ ขำนะขามมมมเข้าไป ฟาย
.
อาทิตย์หน้าจะเป็นคราวนรานำเสนอโครงงานวิทยานิพนธ์แล้วค่ะ
เพิ่งทำได้คร่าวๆ ยังไม่ถึงไหนเลย
ช่วงนี้ยุ่งมากๆ ยุ่งแบบไม่เคยคิดว่าจะยุ่งได้ขนาดนี้
ก็ค่อยๆทำไปเนอะ
บุญรักษาทุกท่านค่ะ จุ๊บๆ

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

What It Takes To Be Healthy

ก่อนอื่นขอขอบคุณตาหมู ใบตอง และผู้อ่านที่ยังแวะเข้ามาเยี่ยมเยือนนะคะ และโปรดอภัยให้แก่ความหยาบคายของข้าพเจ้าที่ละเลยไม่กล่าวถึงมาหลายเอนทรี
เสียงทักทายจากท่านๆเป็นกำลังใจให้สมตุ้ย เอ้ย นราเขียนบล็อกไร้สาระนี้ต่อไปนะคะ
.
วันนี้ออกไปตีแบดกับพี่ๆคนไทยมา
เพราะอุดอู้อยู่ในห้อง เขียนเรียงความ 5000 คำมาหลายวัน
รู้สึกว่าตัวเองสุขภาพเสื่อมโทรมอย่างยิ่ง
เล่นแบดไม่เหนื่อยเท่าไหร่ แต่เล่นบาสทำเอาหอบแดก
ขนาดมือไม่ได้แตะลูก ลงไปยืนโบกมือ ร้องอย่าน้าๆ แค่เนี้ย
หายใจเกือบไม่ทัน
.
แล้ววันนี้ตอนบ่ายสองกว่าๆ ก็ไปสมัครสมาชิกที่ฟิตเนสแถวมหาลัยกับน้องกิ๊ก จุดประสงค์คือเพื่อว่ายน้ำ อยากว่ายน้ำค่ะ เพราะรู้สึกว่าเล่นแล้วข้อไม่เสื่อม ออกกำลังได้หลายส่วนพร้อมกัน และเหงื่อไม่ออก ฟิตเนสที่ว่านี่ชื่อเดวิด ลอยด์ส อยู่เลยหลังมหาลัยไปหน่อย เป็นตึกใหญ่เชียว มีทั้งสระว่ายน้ำ คอร์สเทนนิส ฟิตเนสพร้อมเทรนเนอร์ สนามบาส สนามแบด สควอช บลาๆๆ จารไนไม่หมด เอาเป็นว่ามันใหญ่และหรูมากแล้วกันค่ะ พนักงานให้การต้อนรับอย่างดี พาไปดูสระพร้อมสาธยายความเจ๋งของที่นี่ และสุดท้ายนราก็หลงลมสตีฟ (ชื่อเซลส์) สมัครไปจนได้...
.
ค่าสมัครและค่าสมาชิกรายเดือน ได้โปรดอย่าถามว่าเป็นเงินเท่าไหร่ เอาเป็นว่ามันมากพอที่จะซื้อโทรศัพท์มือถือได้เครื่องครึ่งเลยแหละ เล่นเอานราซีดไปเหมือนกัน โดนสนามบินที่อัมสเตอร์ดัมเล่นซะหมดตูดไปหยกๆ มาหมดกับไอ้นี่อีกแล้ว แต่ก็พยายามคิดในแง่ดีว่าเป็นการจ่ายเงินเพื่อสุขภาพ แพงขนาดนี้คอยดูนะกรูจะไปว่ายแม่งทุกวันให้ตัวเปื่อยเลย (แอบเสียดายเงิน) แล้ววันนี้ก็ได้ทดลองไปต๋อมแต๋มมาเรียบร้อยแล้ว ก็สมควรอยู่หรอกที่แพง มีห้องเตียงอาบแดดอบผิวสองห้อง ห้องอบไอน้ำ ห้องซาวน่า สระกลางแจ้งและในร่ม และจากุซซี น้ำอุ่นด้วย ส่วนใหญ่คนว่ายเป็นป้าๆลุงๆ ทำให้นรารู้สึกดีมากเพราะสาวและผอมที่สุดในนั้น อะเหอๆ
.
ตอนกลับห้องมา ปวดร้าวไปทั้งตัว โดยเฉพาะกล้ามเนื้อไตรเซปใต้แขนที่มันต่องแต่ง และขา น่อง ตรูด คาดว่าพรุ่งนี้คงทำอะไรไม่ได้นอกจากคลาน
.
พูดถึงสุขภาพ ช่วงนี้นราเป็นกึ่งมังสวิรัติอยู่ค่ะ บอกหรือยังหว่าจำไม่ได้
เอาเป็นว่ากินแต่ผัก แล้วก็อนุโลมให้ตัวเองกินเนื้อสัตว์ได้ชนิดเดียว คือกุ้ง
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่กินสลัดผักสดได้ เยๆๆ ปรบมือหน่อยสิ
เมื่อคืนกินสลัดไข่ ใส่ผักกาดหอม มะเขือเทศ แล้วก็มันฝรั่งต้ม
แซนด์วิชก็ใส่ผักกาดกับมะเขือเทศเหมือนกัน
.

วันก่อนไปซื้อสตรอเบอร์รีจากร้านมาร์กแอนด์สเปนเซอร์มา
อาหย่อย หวานฉ่ำ มีรสเปรี้ยวปนๆไม่มาก แบบที่นราชอบ
ทานกับคาราเมลคัสตาร์ด หกถ้วยปอนด์นึง จากร้านไอซ์แลนด์

พอกินผักผลไม้มากขึ้น ก็เหมือนจะรู้สึกว่าตัวเองสุขภาพดี
อึ๊อึง่ายถ่ายคล่อง ไม่ได้เบ่งจนหน้าดำหน้าเขียวอีกต่อไป
คัสตาร์ดเนื้อเนียนนุ่ม คาราเมลหวานไปนิด
แต่พอกินกับสตรอว์เบอร์รีสดแล้วก็เข้ากันพอดีเลย
ขอโทษที่บรรยายของกินต่อจากเรื่องขี้นะ
.

ฤดูใบไม้ผลิช่วงปลาย ก็ยังสดใสเหมือนเดิม
แต่ฝนเริ่มตกบ่อยขึ้น
อีกวันเข้าไปในเมือง ไปเจอแดฟโฟดิลพวกนี้ที่ร้านดอกไม้ตรงจตุรัสเข้า สีขาว ดอกซ้อน ตรงกลางสีส้ม ดอกกลมๆ เล็กๆ น่ารัก ที่สำคัญเขาเขียนไว้ว่าหอมด้วย ลองดมดูปุ๊บก็ถูกใจมากมาย กรูต้องซื้อไอ้ดอกนี่กลับบ้านให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องดีเพราะราคาถูกมากเมื่อเทียบกับดอกไม้อื่น สนนราคาสามกำ 1.5 ปอนด์

เอากลับห้องมาปักใส่ขวดแตงกวาดองที่ล้างแล้วเก็บไว้เพราะชอบทรงขวด (ชอบสะสมขยะ)ตอนซื้อมาทั้งดอกทั้งก้านนี่เหี่ยวสลดอย่างแรง จนเรากลัวว่ามันจะเหี่ยวหมดก่อนจะได้ทันบาน แต่พอเอาใส่ขวดเท่านั้นแหละ โหยมันดูดน้ำแบบหิวกระหาย แทบจะได้ยินเสียงมันสูบขึ้นไปตามก้านแน่ะ ก้านที่งอๆได้น้ำปั๊บก็ตั้งตรงขึ้น แล้วดอกที่เหี่ยวก็ดูสดชึ่นกว่าเดิม ดอกตูมก็พากันบาน ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั้งห้องเลย มันหอมคล้ายๆนางแย้มถ้าดมห่าง ดมใกล้ๆแม่งเหม็นง่ะ ฉุน แต่มีความสุขจังเวลากลับเข้าห้องมาแล้วได้กลิ่นดอกไม้หวานๆ ลอยอยู่ในกาศ เสิร์ชในเน็ทดูชื่อพันธุ์ Cheerfulness ค่ะ

จำยอดดอกตูมๆของต้นอะไรสักอย่างที่นราเคยโพสท์ไว้เมื่อนานมาแล้วได้ไหม รู้หรอกว่าจำไม่ได้ เอามาลงให้ดูอีกทีละกัน เจ้าตูมๆเหล่านี้ นราคิดจินตนาการไว้ว่ามันคงบานออกมาเป็นสีขาว ดอกชั้นเดียว ไส้สีเหลือง

ตอนนี้มันบานแล้วค่ะ
บานแล้วเป็นอย่างนี้ ผิดความคาดหมายสุดๆ
แต่ก็สวยจนแสบตาไปเลย
ตอนนี้เพราะฝนตก อากาศก็เลยหนาวยะเยือกขึ้นมาอีกระลอก
ฟ้าขมุกขมัวขาวๆขุ่นๆทั้งวัน มองไม่เห็นพระอาทิตย์เลย
แดฟโฟดิลแบบสีเหลืองอ่อนและขาวโรยหมดแล้ว เหลือสีเหลืองอยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย ถือจะเป็นดอกไม้ธรรมดาๆ แต่พอเขาเอามาปลูกเรียงกันเป็นระเบียบหน้าบ้านแบบนี้ก็สวยดี
ดอกหญ้า สีเหลืองอีกแล้ว ขึ้นเป็นพรมเต็มสนามหญ้าไปหมด
มันเล็กมากเลย จิ๋วเดียว
เลยไม่แน่ใจว่าใช่แดนดีไลออนเปล่า
เพราะเคยเห็นดอกแบบเนี้ย แต่ไม่งอกติดดิน เป็นก้านยาวๆ
พอมันมีเมล็ดแล้วก็แห้งเป็นทัมโป๊ะโปะกลมๆ
แต่ต้องขอบคุณเขาละ ไม่มีจุดเหลืองๆพวกนี้สนามหญ้าก็จืดชืดจะตาย
ช่วงนี้เห็นลูกห่านแบบนี้บ่อยขึ้น
บางครอกมีตั้งเจ็ดตัว เยอะที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
นี่ถ้ามองดีๆจะเห็นมีตัวนึงซุกอยู่ใต้ปีกแม่ห่านด้วยนะ
แต่หงส์ขาวยังไม่ออกมาเลย เห็นนั่งฟักไข่นานแล้วเหมือนกัน
วันนี้ตอนเดินอยู่ด้วยกัน นราก็ชี้ให้น้องกิ๊กดูหงส์ขาวกกไข่
"กิ๊กดูสิ หงส์อ่ะๆๆ อยู่ในรัง นี่มันฟักกันรึยังน้อ"
กิ๊กตอบ "ก็มันกกไข่อยู่ มันก็คงต้องฟัคกันแล้วแหละไม่งั้นจะมีไข่ออกมาได้ไง"
นรา "ไอ้บ้าฉันหมายถึงฟักแบบ hatch โว้ยไม่ใช่ฟัก fuck"
จบข่าวในยอร์กวันนี้
เออใช่ วันนี้นราได้บรรลุถึงสัจธรรมสัตว์โลกขณะนั่งแช่จากุซซี น้ำเป็นฟองพลุ่งคลั่กๆเหมือนน้ำเดือด
เข้าใจละว่าเนื้อหมู เนื้อไก่ หรือกุ้งโดนต้มเป็นๆ เขาจะรู้สึกยังไง
เวลาอยู่ในหม้อสุกี้หรือจิ้มจุ่ม
ไม่น่าเชื่อว่าแม้แต่สระว่ายน้ำก็ทำให้เรานึกถึงของกินได้
สวัสดี.

วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553

Hush, It's Spring in York

หลังจากมรสุมชีวิตระลอกแรกผ่านพ้น
นราก็พอมีเวลาหายใจหายคอกับเขาบ้าง
หลังระหกระเหินลากสังขารเหี่ยวโทรมกลับมาจากอัมสเตอร์ดัมได้
ก็เอาอสุภะปะไว้กับเตียงจนหายเหนื่อยอยู่สองสามวัน
ต้องรีบหายเหนื่อย มีแรงออกไปเดินเร็วๆ เพราะช่วงนี้อากาศดีมาก
ฟ้ายังมีเมฆเยอะ แต่ถ้าไม่มีเมฆก็เป็นสีฟ้าใสเหมือนลูกแก้ว
ลมพัดเอื่อยๆ ชื่นใจ หายเหนื่อย มีแรงทำอะไรๆขึ้นอีกเยอะ
.
เสียดายว่าช่วงที่นราไม่อยู่ ดันเป็นช่วงที่ดอกแดฟโฟดิลบานเต็มที่
กลับมาแล้วก็ยังมี แต่ไม่เยอะเท่าช่วงที่สวยที่สุดของมัน เสียดายนิดๆ
วันอาทิตย์ที่ผ่านมา นราก็หิ้วฟูจิคุงออกไปเดินเล่น
เรียงความไว้ทีหลัง คนกำลังเหนื่อยไม่มีอารมณ์เขียนหรอกย่ะ
แดฟโฟดิลสวยๆ ยังมีให้เห็นเยอะเลยในเขตมหาลัย หลายแบบด้วย
เห็นแล้วนึกถึงกลอนของวิลเลียม เวิร์ดสเวิร์ธ กลอน The Daffodils
แล้วเลยเข้าใจว่าทำไมเขาถึงพรรณาไว้ซะร่าเริงมีความสุขมหาศาลขนาดนั้น ก็เพราะมันสวยจริงๆ เห็นแล้วมีความสุขจัง เวลาลมพัดส่วนดอกที่มันหนักก็ดิ่วดิ้วไปมาตามแรงลม
Ten thousand saw I at a glance,Tossing their heads in sprightly dance.
รุ่นพี่เคยบอกว่า เข้าฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน เชอร์รีก็จะทยอยบาน
บานจริงๆด้วย เชอร์รีที่นี่ก็คือซากุระญี่ปุ่นใช่ไหมอ่ะ
เอาไปเทียบกับรูปในบล็อกแนน มันก็คล้ายๆกันนินา
ต้นนี้แบบดอกชั้นเดียว เป็นต้นแห้งๆลีบๆ
ขึ้นเลื้อยแนบข้างตึกแวนเบรอห์ที่เราเดินผ่านประจำ
ไม่น่าเชื่อว่าพอมีดอกบานแล้วจะสวยขนาดนี้
แต่ถ้าถามถึงต้นขวัญใจ
ต้องต้นใหญ่หลังหอกลางของแวนเบรอห์ต้นนี้เลย
ดูตอนฤดูหนาว ไม่รู้เลยว่าเป็นเชอร์รี
ตอนนี้เป็นสีขาวฟูเต็มทั้งต้น เหมือนทะเลสีขาว
ทรงต้นเขาก็สวยนะ เป็นทรงร่มเตี้ยๆ ทอดกิ่งออกไปยาวๆ
เป็ดชอบมานอนใต้ต้น ห่านชอบมาจิกดอกกิน
ส่วนสาวๆนักศึกษาก็ชอบมานั่งเล่นใต้ต้น เม้าธ์กันระริกระรี้
เชอร์รีต้นนี้หอมมาก หอมแบบหวานๆ เย็นๆ (ไม่ใช่ไอติมแท่งนะ) ได้กลิ่นแล้วชื่นใจ จะให้นอนดมทั้งวันเลยก็ยังได้


อีกหนึ่งต้นดอกลา คล้ายต้นแรกแหละ
แต่ต้นนี้หญ่ายยยมาก สูงเท่าตึกสองชั้น ท่าทางจะเก่าแก่มาก
หอมเหมือนกัน แต่ไม่เท่าต้นดอกซ้อน

สีชมพูบ้าง
ต้นนี้มันบอบบาง กร๋องแกร๋งยังไงไม่รู้ เหมือนไม่มีแรงจะออกดอก
แต่สวยดีค่ะ สีชมพูอ่อนๆ เหมือนลูกกวาด
อยู่ข้างเซ็นทรัลฮอล
ส่วนต้นนี้ ได้คำยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญว่าเป็นแมกโนเลีย
ดอกใหญ่มากกก
เคยเห็นในสารานุกรมไม้ดอกที่บ้านเรา ก็ใหญ่ประมาณจำปาเขื่องๆ แต่ของที่นี่แบบ ดอกตูมอันเท่ากำปั้น เหมือนดอกบัวแบบยืนต้นดีๆนี่เอง ตอนตูมเป็นสีม่วงอ่อน พอบานแล้วออกขาว
ระหว่างที่เดินถ่ายรูปนั้น ก็ต้องระมัดระวังการก้าวเดิน รวมไปจนถึงจังหวะการแกว่งแขนด้วย เพราะฤดูนี้เป็นฤดูเป็ดน้อยค่ะ
ส่วนใหญ่เขาก็ปล่อยให้มันผสมพันธุ์ ฟักไข่กันตามมีตามเกิด
แต่สำหรับหงส์ขาว เขามีการล้อมพื้นที่ให้อย่างดี
มีป้ายติดด้วยว่าอย่ารบกวน หงส์กำลังฟักไข่
ถ้าให้เปรียบก็คงเหมือนชนชั้นไฮโซ ในขณะที่พวกเป็ด ห่าน และคูต (นกน้ำตัวดำๆ) เป็นชนชั้นกรรมาชีพทั่วไป อยากฟักไข่ตรงไหนก็เรื่องของเมิง
.
ออกมาแย้ว ออกมาแย้ววว
นรารัวกล้องไม่ยั้ง
ฝีมือถ่ายภาพก็โคตรดีเลย ถ่ายสิบจะสวยก็แค่รูปเดียว
ห่านน้อยมากะป่าป๊ามาม้า
มาหัดดำน้ำ หาอะไรกิน
สองตัวนี้น่าจะออกจากไข่มาได้สักพักแล้ว เพราะเริ่มโต คอยาว

สามหน่อนี้จิ อริ๊งอร๊างมากมาย
ยังปุ๊กลุกอยู่เลย น่าร้ากกก
แม่ห่านดุมาก ขยับตัวนิดหน่อยแม่งหันมามองหน้า
ขาย่อ คอเหยียด พร้อมวิ่งเข้าประจัญบาน

ถ่ายไปร้อยกว่ารูป กำลังจะกลับละ
โอ้โห เจอฟินาเล่
ป๊ะหงส์ดำแฟมิลี่จังๆ ตรงหัวมุม
ในบรรดาลูกเป็ดลูกห่านทั้งหลาย
ลูกหงส์จะเป็นอะไรที่คนชอบมากที่สุด
เพราะมันฟูที่สุด อ้วนจ้ำม่ำที่สุด
และแน่นอน เพราะเค้าเป็นไฮโซ

หน้าตามันก็ไม่ต่างอะไรจากลูกก้าบเท่าไหร่หรอก
แค่ใหญ่กว่า น่ารักกว่า ฟูกว่าเท่านั้นเอง อิอิ
เดินตามถ่ายรูปครอบครัวหงส์ดำนี่นานพอสมควร
โดยที่ตลอดเวลานั้นมีเป็ดตัวนึงเดินตามตลอด
ไม่รู้มันจะเอาอะไร
เดินตามมาแล้วมองหน้าด้วย มองเฉยๆ ไม่ได้ขู่อะไรนะ
ก็ไม่รู้มีเสน่ห์กับเป็ดหรือยังไง อิอิ
เอ๊ะ หรือเขาอยากให้ถ่ายรูปก็ไม่รู้

นี่จิ ลูกก้าบของจริง
เท่าที่สังเกต ลูกก้าบจะออกมาเยอะที่สุด ห่านจะแค่สองสามตัว
ลูกก้าบนี่ ฝูงนึงตั้งแปด ตั้งสิบตัว
เดินตามแม่มันเป็นพรวน
ลูกก้าบตัวเล็กน่ารักที่สุด แต่ก็ว่ายน้ำเร็วที่สุดด้วย
ถ่ายไม่ค่อยจะทัน
นึกดู เท้าเล็กๆพุ้ยน้ำ ดิ่วดิ้ว ดิ่วดิ้ว แบบพุ้ยถี่มากแต่ตัวไปไม่ได้ไกลเท่าไหร่เล้ย นั่งดูแล้วก็ขำดี

ตอนแรกกะว่าจะออกไปถ่ายรูปแค่ชั่วโมงเดียว
เอาเข้าจริงๆล่อไปสามชั่วโมง ถ่ายจนถ่านหมด
คือใจมันรักการถ่ายรูปอ่ะนะ แต่ฝีมือมันไม่ได้เรื่อง
อยากจะกลับไปเรียนถ่ายภาพอยู่เหมือนกัน
แต่ถึงยังไงพอกลับมาห้องแล้วนั่งดูรูปที่ถ่ายมา ก็มีความสุขดีนะ
มันปลื้มใจลึกๆ ถึงจะไม่สวยก็เถอะ
แถมได้ออกกำลังกายด้วยค่ะ
.
อัพเดทเล็กน้อย
กระเป๋าที่พลัดหลงกันตอนอยู่อัมสเตอร์ดัม
ตอนนี้ได้เดินทางกลับสู่อ้อมอกนราแล้ว ไชโยโอบาม่า
ขอบคุณทุกคนเลยที่คอยเป็นกำลังใจให้เสมอ
จากนี้ไปก็คงจะต่อสู้กับงานแทนแล้วค่ะ