วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

England, England

กลับมาอีกแล้วกับบล็อกเชิงสร้างสรรค์แต่ไม่ประเทืองปัญญา อุดมไปด้วยคำสบถสาบานและความรู้สึกส่วนตัวแบบลำเอียงล้วนๆ หลังจากห่างหายไปเป็นเดือนๆ
ก็รู้ว่าไม่มีใครตามอ่านเท่าไหร่ แต่การบันทึกบล็อกส่วนตัวนี่มีประโยชน์กว่าที่คิดนะคะ
ก่อนจะมาอังกฤษ ก็อาศัยบล็อกเก่าๆของตัวเองนี่แหละ เป็นแนวการทำเรื่องขอวีซ่าและงานเอกสารต่างๆ เพราะมันนานจนลืมไปหมดแล้วว่าต้องทำอะไรยังไงบ้าง
.
ขณะที่กำลังบ่นบ้ากระพือบินอยู่นี้
สมตุ้ยก็นั่งหงิกงอด้วยความหนาวอยู่ที่ประเทศอังกฤษแล้วค่ะ
มาถึงอังกฤษได้ประมาณเกือบเดือนแล้ว อีกห้าวันก็จะครบรอบเดือนแรกของการใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอังกฤษ
รอบนี้มีแต่ปัญหาล้วนๆ ถาโถมเข้ามาให้เราได้วิ่งวุ่นราวกับนังเรยาไล่ตามจับผัวชาวบ้านก็ไม่ปาน
เริ่มจากเครื่องแบล็กเบอร์รีที่เอามาจากไทย พอเอาซิมอังกฤษใส่ก็มีปัญหาว่าเครื่องมันลิงค์ผ่านเน็ทเวิร์กไทย ทำให้แทนที่จะได้ส่งข้อความฟรีตามโปรโมชั่น สมตุ้ยก็โดนชาร์จไปดอกละ 20 เพนซ์ซะงั้น
ตามมาด้วยเรื่องเงินๆทองๆกับมหาลัยนิวคาสเซิล คือ มันเรียกเก็บตังค์เพิ่มจากที่เขียนไว้ เป็นจำนวนไม่มากไม่น้อย คือแค่สามพันกว่าปอนด์
เงินที่ผู้สนับสนุนการศึกษาอย่างเป็นทางการของสมตุุ้ยมอบให้มา คือหมื่นปอนด์ สำหรับการศึกษาในปีแรกของเรา แต่พอจะเอาไปจ่าย มหาลัยสาลิกาดงก็บอกว่า ตอนนี้ยังไม่เริ่มปีการศึกษาใหม่ เพราะยังเป็นเทอมซัมเมอร์อยู่ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายสามพันปอนด์
ส่วนไอ้หมื่นปอนน่ะ เอาไว้จ่ายปีการศึกษาหน้า เป็นไงละงานเข้าเลยกู
นี่ยังไม่รวมอีเมล์แบบไม่จบไม่สิ้น
ค่าใช้จ่ายที่งอกออกมาเรื่อยๆเหมือนถั่วงอก
จะเปิดบัญชีกับธนาคารก็ไม่ได้อีก เพราะต้องรอบิลค่าน้ำที่มีชื่อเราอยู่ด้วย เพื่อยืนยันว่ากรูไม่ใช่กะเหรี่ยงอาศัยนอนตามใต้สะพานนะจ๊ะ ซึ่ง ณ บัดนี้มันยังไม่มา
สมตุ้ยก็ทำตัวเป็นเศรษฐีใหม่ กระเตงเงินเป็นฟ่อน
วันก่อนได้ทำการสำแดงความร่ำรวยของเศรษฐีเมืองไทยให้ฝรั่งได้รับรู้ คือเข้าธนาคาร จะไปจ่ายเงินค่าเช่าบ้าน ซึ่งเป็นก้อนใหญ่ สองพันกว่าปอนด์
ปรากฏโอนเงินจากบัตรไทยไม่ได้ นังสมตุ้ยเลยเดินไปกดเอทีเอ็มออกมาทีละ 400 ปอนด์เต็มพิกัดวงเงินของมัน กดอยู่หกรอบจนครบ
กดเสร็จตัวงี้เบาาา สบายยย หนังงี้ลอกร่วงเป็นแผ่นๆ กรอบเค็มเหมือนแคบหมูเชียว
แต่ประเด็นคือ แม่งเสือกออกมาแต่แบงค์สิบ
เดินมาดมั่นกลับเข้าไปในแบงค์ ฟาดตั้งเงินจำนวน 240 ใบดัง ตึ้มมมม ลงบนเคาน์เตอร์ต่อหน้าพนักงานรูปหล่อ
แหม่ อยากถ่ายรูปสีหน้าพ่อประคุณตอนเห็นเงินมาให้ดูกันจริงๆ
เป็นไง เจอเศรษฐีไทย ซึมไปเลย
.


ตอนนี้อากาศยังหนาวอยู่สำหรับกะเหรี่ยงกรุงเทพอย่างนรา แต่ฝรั่งบ่นกันว่าร้อน
อยู่มาสักสองสัปดาห์นราก็เริ่มทนได้นะ แต่มาวันแรกๆนี่ห่อตัวเองหนากว่าแหนมป้าย่นอีก ใส่ถุงเท้าสองชั้น เสื้อสี่ชั้น อยากจะใส่ถุงมือด้วย แต่กลัวเขาหาว่าบ้าเลยต้องทนหนาว
ดอกไม้กำลังบานสวย
นรานี่มีเวรมีกรรม ไม่เคยได้ทันเห็นตอนดอกแดฟโฟดิลมันบานทั่วเมืองเลย
ถ้ายังจำกันได้ ปีที่แล้วก็ไปติดแหง็กอยู่ที่สนามบินอัมสเตอร์ดัมหกวัน กลับมาถึงดอกไม้แม่งเหี่ยวหมด รอบนี้มาถึงก็ไม่เหลือแล้ว แดฟโฟดิล แต่ยังดีว่าดอกแอปเปิลกำลังบาน ดอกหน้าแมว ทิวลิป วิสทีเรีย กำลังสวยค่ะ
เห็นแล้วคิดถึงครอบครัว อยากให้มาเห็นด้วยกัน


สัปดาห์แรกที่มาถึง ไปเริงร่าอยู่ที่เชลท์นั่มกับกลอสเตอร์ก่อน
ได้ไปสวนดอกไม้ Hidcote ที่มันสำคัญยังไงก็จำไม่ได้ แต่ดอกไม้สวย
ฝรั่งก็แบกตะกร้าปิกนิกไปนั่งกินกันใต้ร่มไม้ โรแมนติกมากๆ
แต่ต้องระวังแม่ไก่ที่เขาปล่อยเดินแถวนั้น
ไก่อังกฤษเป็นไก่มีความมั่นใจในตัวเองสูง
ไม่กลัวคน ขนมในมือเมิงคือของกรู
หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับนกพิราบเช่นกัน
ได้ไปเดินบนเขา ดูทุ่งดอกบลูเบลล์บานเป็นสีม่วงเต็มไปหมด
อากาศอังกฤษยังเป็นกลิ่นเดิมแบบที่เราจำได้
คือหอม หวาน สะอาด อวลไปด้วยกลิ่นดอกไม้จางๆ
แล้วก็ไป Cotswold มา มันเป็นหมู่บ้านที่ก่อด้วยหินสีน้ำผึ้ง เอกลักษณ์ของคอทสว็อลด์เค้า แพงหูแหกกันเลยทีเดียว


นราไปทันเทศกาลอีสเตอร์ของเขาพอดี เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก
ได้ไข่ช็อกโกแลตมาสองใบโตๆ ชื่นใจจริงๆ
.
ข้อคิดวันนี้
ไปอยู่อังกฤษ ต้องกินให้เร็วๆ เร็วๆ
คนอังกฤษนั้น สันนิษฐานว่ามีฟัน 64 ซี่ และทั้งหมดทำงานในระบบเดียวกับเลื่อยไฟฟ้า
แม่งแดรกกันเร็วฉิบหาย
นราเป็นคนกินช้า เคี้ยวช้ามาแต่ชาติปางก่อน
เวลาไปทานข้าวกับครอบครัวเพื่อน อายยยยยที่สุดเวลาที่เขาทานกันเสร็จหมดแล้วต้องนั่งรอเราตามมารยาท
นึกสภาพเวลากินข้าวแล้วมีคนหกเจ็ดคนนั่งมอง รอกินของหวาน แต่กินไม่ได้เพราะเรายังไม่เสร็จของคาว
อึดอัดสุดๆ ให้ตาย

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554

One Step Closer to England, Another Step Away from Home

Today and tomorrow are my last two days at work. I'm at Rangsit campus today to clean up my personal working pad, and tomorrow I will be at city campus to properly say goodbye to my colleagues and senior teachers. I am very excited about going back to England in 16 days, but in the same time I feel really sad that I have to leave all that I know since I was born behind for another three years. My gosh, I never realised time flies that fast. I'm torn between two feelings right now, and I am extremely sensitive these days. I can't listen to Michael Buble's Home without tears in my eyes (and that's the song they keep playing over and over in Charles). Watching the Little Mermaid will make me cry like a mad woman, especially when Aerial's dad lets her go to live on the land with her hubby. Basically, I can cry and be depressed just about everything that I can link to my family. My dad, my brother, and my sister went away to the north east of Thailand, so there were just me and my mum at home the last weekend. My gosh, I didn't know I love this woman this much. We barely ever said "I love you" to each other. I think I can partly blame it on Thai culture. We don't really express love and affection to each other, though I know some families like hugging and kissing. I feel awkward to hug or kiss them really, but I know I can now say "I miss you" more easily than before I left for my MA in English last year. I know she's gonna be very sad, and so am I. So am I. So the last Sunday, while my dad and siblings were away, I spent the whole day with my mum doing the chore. It seemed like forever since I handwashed my own clothes. And you know what, just listening to her advice about how long I should soak the clothes or how I should hang it outside in the sun was really comforting. I don't remember when was the last time we had a talk about house chores like this as I am a lazy person and will do everything to avoid it. And when I was out there, hanging clothes in the sun and feeling the sweat running down my forehead, I know how hard mum has worked to keep the table full of food, the house clean, and us children happy. The topic of me going abroad is still left unsaid between us, but occasionally she will ask me whether I have prepare everything for my trip already. I actually avoid it myself, because I know if we discuss about it any further, I will just end up being dramatic and cry my heart out. Some people said "you'll be sad only before you leave Bangkok. Once you're in England you will enjoy yourself so much you forget how much you have cried for your family". Well, I admit it, but not because I forget them so quickly, but because I don't see any points crying for something that is impossible. I can cry, but I won't be able to go home until next year no matter how hard I boohoo. So yeah I'm just gonna live my life, make my family proud, and get fucking wasted yeeeeeha! I have just started doing the laundry, and believe it or not, most of the stuff I brought back from England last year is still in the luggage HA HA. Yeah that should prove how sloppy I am. And thanks to my kitties, my luggage is now sprayed all over with their stinky liquid - so seems like I have a great job awaits. My working booth is now clean, just like before I trashed it. Man I feel empty. Better do something fun before I start feeling down again!
------------------------


วันนี้กับวันพรุ่งนี้เป็นวันทำงานสองวันสุดท้าย หลังจากวันพรุ่งนี้ไป นราก็จะไม่มาทำงานแล้วค่ะ เพราะจะต้องเตรียมตัวเดินทางแล้ว วันนี้มาที่วิทยาเขตรังสิต มาเก็บบู๊ธให้เรียบร้อยเพราะเราจะไม่ได้มาแล้ว ส่วนพรุ่งนี้ก็เข้ากล้วยน้ำไป ไปร่ำลาอาจารย์และเพื่อนๆก่อนหายหน้าหายตาไป เรากลับมาเขาจะจำเราได้เปล่าก็ไม่รู้


จริงๆแล้วนราตื่นเต้นนะ อีก 16 วันก็เดินทางแล้ว แต่ในขณะเดียวกันมันก็เศร้าจริงๆ ต้องจากบ้านจากครอบครัว จากทุกอย่างที่เรารู้จักมาตั้งแต่เกิดไปผจญภัยต่างแดนอีกแล้ว คราวนี้ตั้งสามปีด้วย ไม่น่าเชื่อเลยว่าเวลาผ่านไปได้เร็วจริงๆ ยังรู้สึกหมาดๆเหมือนเพิ่งกลับมาทำงานได้ไม่นานอยู่เลย (ก็ไม่นานจริงๆนะ 6 เดือนเอง) ช่วงนี้อารมณ์แปรปรวนค่ะ เหมือนข้างนอกฉาบหน้าไว้ด้วยความเฮฮาบ้าบอ ยิ้มตลอดตลกแดรกก็ยังได้ แต่ข้างในมันโบ๋ๆ มันโหวงเหวงยังไงบอกไม่ถูก แล้วจะอ่อนไหวเหลือเกิ๊นนน เพลง หนัง ภาพอะไรที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว การลาจาก พ่อแม่ ฟังไม่ได้ เห็นไม่ได้เลย เห็นทีไร ฟังทีไรก็น้ำตาไหลทุกที ขนาดดูลิตเติลเมอร์เมด ตอนที่พ่อของแอเรียลยอมให้ลูกสาวตามผู้ชายขึ้นไปอยู่บนบก ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลยนะก็ยังดราม่าได้น่ะคิดดู


สุดสัปดาห์ที่แล้วคุณพ่อกับน้องสองคนไปอีสาน เหลือนรากับแม่สองคนอยู่บ้าน คืออยู่บ้านกันเฉยๆนะ ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ แต่นรารู้สึกว่ารักแม่มากๆ ดีใจที่ได้อยู่กับแม่ เพราะปกติแม่จะงานเยอะ กลับบ้านค่ำๆแล้วก็ไม่ค่อยได้เจอกัน การบอกรักแม่เนี่ย นับครั้งได้ คือมันเขินนะ อันนี้ให้โทษประเพณีไทยเดิม คนสมัยก่อนเขาไม่กอดไม่จูบกันพร่ำเพรื่อหรอก เชื่อว่าคนไทยอีกหลายๆคนก็คงเป็นเหมือนกัน คือรู้ล่ะว่าบางครอบครัวเขาก็กอดกัน หอมกัน บอกรักกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่เค้าเขิน เค้าอายนี่นา


อย่างหนึ่งที่ทำได้ง่ายขึ้นหลังจากกลับจากอังกฤษ คือบอกพ่อแม่ว่า คิดถึงป๋า คิดถึงแม่นะ เมื่อก่อนไม่พูดเลย รู้สึกสำนึกในบุญคุณพ่อแม่มากขึ้น รู้เลยว่าคนที่เราขาดไปจากชีวิตแล้วจะเป็นจะตายที่สุด ก็คือพ่อแม่นี่แหละ ไม่ใช่ผู้ชายที่ไหนทั้งสิ้น


เมื่อวันอาทิตย์แม่ลูกก็ซักผ้ากันทั้งวัน แล้วออกไปกินส้มตำตอนเย็นๆ นรานะไม่ได้ซักผ้าด้วยมือมานานกี่ปีแล้วก็ไม่รู้อ่ะ น่าจะห้าปีเห็นจะได้ เพราะพอย้ายมาบ้านที่อยู่ตอนนี้ก็มีเครื่องซักผ้าดีๆ เครื่องอบผ้าดีๆ ไม่เคยซักมืออีกเลย แต่ตอนที่ซักผ้าแล้วฟังแม่สอนว่า ซักผ้าต้องแช่นานแค่ไหน ควรจะตากยังไง นรารู้สึกสบายใจดียังไงก็ไม่รู้ คือเมื่อก่อนมักจะเป็นการด่า ฮ่า เพราะกว่าจะใช้ให้นังนี่ไปตากผ้าได้แต่ละทีเหมือนเข็นครกขึ้นคิลิมานจาโร แต่เดี๋ยวนี้มันอยากจะช่วยมากขึ้น ตากผ้าได้ไม่ต้องสั่ง แม่ก็พูดเพราะด้วย ชอบๆ ตอนที่ยืนตากผ้าอยู่กลางแดดแล้วเหงื่อไหลนี่เข้าใจเลยว่าที่ผ่านมาแม่ทำงานหนักแค่ไหนเพื่อให้เรามีข้าวกิน มีบ้านอยู่ ให้ลูกๆมีความสุขกัน


ทุกวันนี้เรื่องนรากำลังจะไปเรียนต่อเมืองนอก เราก็ไม่ค่อยพูดกันนะ ไม่ใช่อะไร เพราะกรูเองนี่แหละที่จะดราม่าใส่แม่ ตอนนี้พยายามแย็บๆให้แม่เคยชินกับเรื่องที่เราจะไม่อยู่อย่างน้อยหนึ่งปีก่อนกลับมาเยี่ยมบ้าน วันเดินทางจริงจะได้ไม่เศร้ามาก (อันนี้บอกตัวเอง)


มีคนเค้าบอกว่า "แหม จะเศร้าก็แค่ตอนนี้เท่านั้นแหละ เดี๋ยวไปอังกฤษแล้วก็ร่าเริงลั้นลาลืมพ่อลืมแม่หมด" อันนี้นรายอมรับในระดับหนึ่งนะ เพราะเป็นคนถือคติว่า จ๋อยไปก็ไลฟ์บอย ร้องไห้ไปก็ไม่ได้กลับบ้าน คร่ำครวญทุกวันก็ไม่ได้กลับ แล้วจะร้องให้ตาบวมเป็นลูกปิงปองไปทำไมอ้ะ เสียเวลา สู้ใช้ชีวิตอย่างสนุกแล้วมีเรื่องสนุกๆกลับไปเล่าให้ป๋าแม่ฟังดีกว่า แต่ที่แน่ๆ นราไม่ลืมพ่อแม่แน่นอน เพราะถ้าไม่มีพ่อแม่ ก็ไม่มีดาราจรัสแสงอย่างนาร่าสิจริงเปล่า ฮ่า


เมื่อวานเพิ่งเริ่มซักผ้าซักผ่อนเตรียมจัดกระเป๋า แล้วเชื่อหรือไม่ว่า เสื้อผ้าที่ดิฉันหอบใส่กระเป๋าเดินทางกลับมาจากอังกฤษปีที่แล้ว ส่วนใหญ่ยังแน่นิ่งอยู่ในนั้นเหมือนเดิม ฮ่าๆๆๆ เป็นงะเก๋มะ แถมแมวยังมาเยี่ยวใส่อีก ต้องล้างกันขนานใหญ่เลยค่ะ ส่วนบู๊ธตอนนี้ก็เกลี้ยงเกลาแล้ว รู้สึกเหงาๆยังไงไม่รู้น้อ...

วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2554

Summertime

ปิดเทอมแย้ววววว

ช่วงนี้เป็นช่วงซัมเมอร์ค่ะ นราไม่มีสอนแล้ว เพราะจะเดินทางไปอังกฤษเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ ก็เลยสบายไป รอดตัวไม่ต้องสอนอีก แต่ก็ใช่ว่าจะสบาย มีงานประเมิน รายงานผลการเรียนการสอนรอให้ทำบานเบอะ เป็นอะไรที่น่าเบื่อมากเพราะต้องมาประมือกับภาษาไทยที่เราอ่านไม่เข้าใจ ดัชนีบ่งชี้ผลประสิทธิ์ ทักษะพิสัย มันแปลว่าอะไรฟะ?

วันก่อนโน้นไปดูหนังเรื่อง Just go with it มากับแม่และน้องสาว ดูจบแอบน้ำตาซึมๆทั้งๆที่หนังออกจะตลกหวานแหวว มันซึ้งอ้ะ ดูแล้วแม่งก็เหงา ดูแล้วอยากจะกุมมือใครซักคนให้ใจมันหายเคว้ง หันไปข้างๆก็มีแต่อาม่า อาซิ่ม ไปคว้ามือแกมาจับอาจจะโดนด่าว่าเก๋าเจ้งได้ หันไปอีกด้านก็เจอแต่คู่รัก ไม่ได้อิจฉา แค่อยากตบเบาๆเอาให้ฟันร่วงกันทั้งคู่เท่านั้นเอง แอร๊ย

แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่ตรงนั้น ประเด็นคือ เห็นนางเอกกับนางรองใส่บิกินี่แล้วนมกระเพื่อมบะลึ่มบึ่มบั่มแล้วก็อยากจะมีนมอย่างเค้าบ้าง เกิดพลังใจอยากจะไปอัพเต้าขึ้นมาอย่างจริงจัง ไม่ต้องมากมาย ขอแค่บีกลางๆก็็พอแล้ว ไม่โลภๆ แต่พอคุยกับคนที่ทำมาแล้วกับอ่านรีวิวก็แหยงไปอีก เค้าบอกว่าผ่าใหม่ๆ เดินไม่ได้ จามไม่ได้ หัวเราะไม่ได้ นอนไม่ได้ เพราะมันร้าวรานไปหมด นี่ละหนอเกิดมาเป็นหญิงไม่งามธรรมชาติ มันก็ต้องหาอะไรมาปะมาเสริมให้ลำบาก อยากสวยต้องทน อยากมีนมต้องกล้า สุดท้ายได้แต่คิด ใจเสาะฮ่ะ เก๊ากลัววว

จำได้ว่ามีใครไม่รู้เล่าให้ฟังเรื่องกระเทย คือกระเทยเค้าเสีย ก็จะเผาศพกัน ทีนี้พอเอาเข้าเมรุ ปรากฏว่าซิลิโคนในนมระเบิด ป้าง ป้าง เล่นเอาสะดุ้งกันยกวัด แหมเป็นการจากลาที่โด่งดังจริงๆ ฮ่า

นอกเหนือจากการทำรายงานประเมินผลการเรียนการสอนในเทอมที่ผ่านมาแล้ว งานหลักอีกอย่างของนราก็คือ เตรียมตัวไปเรียนต่อนั่นเอง ตอนนี้เหลือเวลาอีก 22 วัน คิดแล้วใจหายนะ จะไปอีกแล้วเหรอกรู พอกลับมาอยู่บ้านได้สักพักแล้วมันติดบ้าน ติดพ่อติดแม่ บางวันนอนคนเดียวแล้วก็แอบน้ำตาไหลนะ จะต้องไปเผชิญโลกอันเหน็ดเหนื่อย หนาวเหน็บ และหนักหนา (ว้าว หน- ล้วนๆ สัมผัสในสวยงาม ชนะเลิศศศ) อีกแล้วหรอ อาจะมีคนบางคนดีใจที่จะได้เห็นเราลำบากอีกแล้ว แต่ก็ถอยไม่ได้แล้วค่ะตอนนี้ นราเปิดเทอมวันที่ 3 พ.ค. แต่จะไปถึงอังกฤษวันที่ 21 ก็จะไปแร่ดแถวลอนดอนกับกลอสเตอร์ก่อนสักเล็กน้อย คราวนี้ที่ไม่ไปลงแมนเชสเตอร์เหมือนเดิมก็เพราะคุณแฟนบอกจะไปรับที่ฮีทโธรว์ ไอ้เราก็ตุ๊มๆต่อมๆนะ เกิดมันลืมไปรับจะทำไงฟะเนี่ย มิต้องปูกระดาษหนังสือพิมพ์นอนกันใต้สะพานลอนดอนเหรอ

ช่วงนี้ก็จะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากๆ เจอแม่หลังเลิกงานบ่อยขึ้น ไปทานข้าวด้วยกันอะไรแบบนี้ คุยกับป๋ากับแม่ให้มากขึ้น พอไม่มีแฟนอยู่ที่ไทยแล้วเรารู้สึกได้เลยนะว่าที่ผ่านมาเราให้เวลาพ่อแม่ไม่มากอย่างที่เราควรจะทำ แล้วเขาเองก็คงเหงา ในอนาคตนราคงไม่มีลูกอ่ะเพราะกลัวลูกจะทำเหมือนที่ตัวเองทำ กั่กๆๆ จริงๆอยากกอดแม่กอดป๋าทุกวัน แต่มันเขินอ่ะ มันแปลกๆเหมือนแกล้งทำไงไม่รู้เพราะปกติเราไม่ทำไง คาดว่าวันเดินทางจริงจะต้องดราม่ากันน้ำตานองรันเวย์ ขนาดว่าช่องสามสามารถเอากล้องมาตั้งแล้วทำเป็นละครสั้นคั่นรายการได้เลยทีเดียว

คราวนี้นราจะไปมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลค่ะ เริ่มมีคนฝากซื้อเสื้อบอลแล้วเรียบร้อย บางคนก็บอกว่าต้องไปเยือนถิ่นสาลิกาดงนะ ไม่อยากจะบอกว่าค่าตั๋วไปดูบอลนั้นแพงมหาศาล ตอนก่อนนู้นก็มีคนชวนไปโอลด์แทรฟฟอร์ด รวมเบ็ดเสร็จตกประมาณ 50 ปอนด์ ไม่เอาล่ะค่ะ ดิฉันก็ไม่ได้บ้าบอลอะไรปานนั้น 50 ปอนด์นี่กินอยู่ได้ทั้งสัปดาห์ ซื้ออาหารสดจากเทสโก้กลับมากินได้เป็นเดือน

นราเป็นคนแปลก ชอบไปที่แปลกๆ ที่ชาวบ้านไม่ไปกัน ตอนไปลอนดอนก็ไปสวนคิว เล่าให้เพื่อนฟังเพื่อนก็ถามว่า สวนคิว สวนไรวะ? มันเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เคยเล่าแล้วในเอนทรีไหนก็ไม่รู้ไปค้นกันเอาเองนะคะถ้าสนใจ คือทั้งสวนมันไม่มีอะไรนอกจากต้นไม้ดอกไม้ คนที่ไม่ชอบไม่สนใจเรื่องพันธุ์ไม้ดอกไม้ไม่แนะนำให้ไปนะ ไม่มีอะไรเลย แล้วจะเบื่อเร็วมาก นราไปมาสองครั้งละ เดินไป 2 ใน 3 ของพื้นที่ คราวนีั้กลับไปรอบที่ 3 จะกลับไป FINISH HER สวนใหญ่มากจริงๆ เดินวันเดียวคงไม่ทั่วแน่เลย นราชอบสวนสัตว์ด้วย ไปสวนสัตว์ลอนดอนมา ไปฟิลิปปินก็อ้อนให้นัตตี้เพื่อนผู้ตกเป็นเหยื่อพาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ คุณแฟนเองก็ตามใจ บอกว่าพอไปถึงจะพาไปเที่ยวสวนพฤกษศาสตร์กับสวนสัตว์ซาฟารี นราก็ไม่ได้อะไรมากแต่จดลงปฏิทินไปแล้ว ลืม เอ็งตาย ก๊ากกก

บินไปอังกฤษคราวนี้นราไปกับ EVA AIR สายการบินอีว่า เหมาะกับอีบ้าอย่างเรามาก ไม่เข้าใจจริงๆทำไมมันจะงกน้ำหนักกระเป๋าไปไหน คือกรูจะไปเรียนสามปี สามปีเมิงให้น้ำหนักกรู 20 โล เอ่อ คิดว่าชาวบ้านเขาห่อเสื้อผ้าข้าวของใส่ใบตองแล้วเดินทางไปต่างประเทศกันหรือไง คือกระเป๋าอย่างเดียวก็เกือบสิบโลแล้ว แล้วเมิงจะให้กรูบรรจุอะไรเข้าไปในนั้นได้ ใส่กางเกงในสองตัวก็เต็มแล้วมั้ง เรื่องนี้ทำให้นราหุดหิดพอสมควร แต่คาดว่าแม่ของเรา ซูเปอร์แม่ จะสามารถช่วยเราจัดให้มันพอดีน้ำหนักได้ จริงๆนะนราคิดว่า คนเราพอเป็นแม่คนแล้ว สกิลด้านงานบ้าน การจัดกระเป๋าให้เนี้ยบ การทำอาหารยากๆ มันจะอัพขึ้นมาเอง นรานะรีดผ้ายังไงก็ไม่เรียบเหมือนแม่รีด จัดกระเป๋ายังไงผ้าที่พับก็ไม่เรียบกริบเหมือนแม่พับ

พูดถึงแม่ จะดราม่าอีกแล้วกรู ไม่เอาๆ เลิกๆ

ช่วงนี้อากาศแปรปรวน ดูแลตัวเองด้วยนะคะ เพราะดิฉันไม่ใช่ทิฟฟี่ ไม่อาจตามไปดูแลคุณได้ค่ะ

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

I Love My Students


After 13 weeks of blood, sweat, and tears, my Critical Reading course was over.
Other than teaching the kids what I know, I already learned a lot from them. Seriously, my teaching life wouldn't have been this nice if I ain't got these wonderful students.
When I said "wonderful", I didn't say that these kids are from heaven, that they are little angels who have done no wrong. I often got upset when they were very noisy even when their friends were giving a presentation in front of the class or when some of them came to me with the most innocent look they could manage and asked me what the assignment that I spent at least fifteen minutes every week explaining was. But most of the time they are nice enough not to provoke the devilish side in me.
.
I have never thought I would like teaching.
.
For years my family have been trying to persuade me to take Bangkok U scholarship and become a teacher. I hated it so much back then and tried everything from crying to begging, from raging to sobbing to make them understand that I did not want to be a teacher. Yet here I am, being in charge of approximately 500 students in two modules, and the oddest thing is that I enjoy my life now. I even look forward to some of my classes!
.
This is the first thing I learned from the students: teaching is not always boring, especially when you have nice, fun students to teach. My class wouldn't be this fun without all you lovely students, if you are reading. From you I have learned how to be very patient and not to give you a thick ear right away when my anger explodes. From you I have learned to be more careful as I have to grade your score carefully, and from you I have learned that teacher is not always the only core of the class.
.
Knowing it or not, you kids have given me a nice, memorable time of my first teaching experience. I hope you guys enjoyed my class, because I did enjoy teaching you. Thank you so much for coming to class and handing in assignments on time. Thanks for being honest with me when you forgot to do your homework. I am actually just a new teacher with zero experience, so if I did something wrong, I hereby apologise.
.
Please always remember that it is not only I who teach you - but it is also you who teach me how to be a good teacher.
.
Man, I love my students!
****************
.
หลังจากฝ่าด่านการเรียนมา 13 สัปดาห์จนเลือดตาแทบกระเด็น เหงื่อไหลแทบหมดร่าง น้ำตาไหลพร่างแทบขาดใจ ในที่สุดวันนี้นราก็ปิดคอร์สรีดดิ้งไปแล้วหนึ่งคอร์สค่ะ
.
ถ้าให้พูดจริงๆละก็ นราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากการสอนนักศึกษา ไม่ได้เป็นแค่ฝ่ายถ่ายทอดความรู้อย่างเดียวเท่านั้นนะเอ้อ สอนหนังสือคงไม่สนุกแบบนี้ ถ้าไม่ได้พบกับนักศึกษาดีๆเหล่านี้ทุกคน
.
เดี๋ยวจะหาว่าอวยกันเอง คือจริงๆแล้วนศ.เหล่านี้ก็ไม่ได้น่ารักตลอด 24 ชั่วโมงนะคะคุณขา บางทีก็มีบ้างบางเวลาเว้ยเฮ้ยที่กว่าจะขึ้นห้องมาได้ก็เกือบชั่วโมงเว้ย บางทีก็เม้าท์กันไม่ได้หยุด ด่าก็แล้ว ดุก็แล้ว ก็ไม่ได้ผล เงียบไปแปปนึงเดี๋ยวก็เอาอีกละ คุยกันซู่ๆซ่าๆกลบเสียงเพื่อนที่กำลังรายงานหมด เอ่อ ใจจริงอยากเอาน้ำสาดมาก แต่กลัวโดนไล่ออกเลยแค่ส่งสายตาฉึกๆนศ. โชคดีที่มีนศ.คอยทำเสียงจิ้งจกจุ๊ๆให้ คอยปรามเพื่อนเวลาเพื่อนเสียงดัง ประทับใจมากๆ หรือบางทีก็เดินทำหน้าอินโนเซนท์นุ้งนิ้งเข้ามาถามว่างานนี้ๆคืออะไร ซึ่งไอ้งานที่ว่ากรู เอ้ย ดิชั้นก็อธิบายไปแล้วทุกคาบ คาบละสิบห้านาที แล้วคุณไปอยู่ไหนม๊าาาา แอร๊ย สติจะแตก
.
แต่ส่วนใหญ่แล้วนศ.น่ารักกันมากๆ ยังไม่มีก่อปัญหาพอที่จะปลุกอีผีบ้าในตัวนราให้ตื่นได้ค่ะ ไม่งั้นละเอาให้เละไปข้าง
.
เมื่อก่อนนะ ไม่เคยคิดเลยว่าจะชอบงานสอนเลยให้ตาย แต่ก่อนเกลียดเข้าไส้ ยังไงก็จะไม่เป็นครูสอนหนังสือแน่ๆ ครอบครัวก็ทั้งปลอบทั้งโอ้โลมปฎิโลมนานา นราก็ค้านหัวชนฝาในทุกวิถีทาง ทั้งโวยวาย ซึมเศร้า ร้องไห้ ดิ้นพราดๆ เหลืออย่างเดียวคือยังไม่ได้ไปโดดตึกประชดครอบครัว สุดท้ายพอมารับทุนเป็นอาจารย์แล้ว เอ๊ะ แปลกเว้ย สอนหนังสือมันก็สนุกดีนี่นะ ที่แปลกก็คือบางวันถึงกับตั้งตาคอยให้ถึงเวลาสอนด้วยซ้ำไป โอ้ โลกนี้ถึงกาลล่มสลายแล้ววว
.
นี่คือสิ่งแรกที่นราได้เรียนรู้จากนศ. งานสอนหนังสือไม่ได้น่าเบื่อเสมอไป เวลามีเด็กน่ารัก เด็กตั้งใจเรียน เล่นเป็นเล่น เรียนเป็นเรียน เราก็อยากสอน อยากทำตัวตลกแดกให้นศ.ขำ เรียนไม่เบื่อ สอนมา 13 สัปดาห์นี่เด็กจำอะไรได้บ้างเปล่าก็ไม่รู้ นอกจากว่าอาจารย์มันเป็นตลกคาเฟ่
.
เอาวะ เป็นคาเฟ่ เป็นปาหี่ให้เด็กดูแล้วเด็กชอบมานั่งเรียนก็เอาวะ ศรีทนได้
.
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากนศ.คือ ต้องอดทนมากๆ บางทีแหมมันอยากจะป้าบเข้าให้สักทีนะ แต่ต้องอดทนๆๆๆๆๆ ทุกวันนี้ก็ใจเย็นลงมาก นอกจากนี้แล้วก็ยังต้องทำตัวให้เป็นคนระมัดระวังรอบคอบ เพราะเกิดไม่รอบคอบเวลาตัดเกรดแล้วเด็กเกรดผิดหรือเกรดไม่ออกละซวยเลย ตามแก้กันยาว
.
การที่ได้สอนหนังสือให้ นศ. ทุกคนทำให้ประสบการณ์การสอนครั้งแรกในชีวิตของนราเป็นอะไรที่น่าจดจำมากๆ ก็ได้แต่หวังว่านศ.ทุกคนจะชอบเรียนกับนรานะ เพราะนราก็มีความสุขที่ได้สอนนศ.ทุกคน ต้องขอบคุณมากๆที่มาเข้าเรียน มานั่งเฉยๆก็ยังดี ขอบคุณที่ส่งงานเรียบร้อยทำให้คนระเบียบแหลกเหลวอย่างนราไม่ต้องวุ่นวายมาก รวมไปถึงความซื่อสัตย์ของทุกคนที่ยอมรับกันอย่างภาคภูมิใจว่า "ผมยังไม่ทำการบ้านเลยคับ ฮ่า ฮ่า"
.
วันก่อนไปงานเลี้ยงอำลารุ่นพี่ปีสี่ (เป็นอาจารย์ ไปฟรี ฮ่ะฮ่า) พองานใกล้เลิกเค้าก็มีการแจกดอกไม้ให้เด็กนศ.เอามาไหว้อาจารย์ ไอ้เราเป็นอาจารย์ใหม่ก็ไม่ได้คิดว่าจะมีใครมามุฑิตาจิตกะเรา ก็กินของฟรีไปเรื่อยๆอย่างไร้ยางอาย ปรากฏว่ามีนศ.มาหา สามคน เอาดอกไม้มาให้ โหยวินาทีนั้นมันเข้าใจเลยอ่ะ ว่าทำไมคนบางคนถึงเป็นอาจารย์ได้แทบตลอดทั้งชีวิต
นศ.คนนึงมาไหว้ บอกว่า "อาจารย์ครับ ผมที่เรียน TOEIC กับอาจารย์ ขอบคุณอาจารย์มากครับที่สั่งสอนผม ผมไปสอบมาแล้วครับ" แหม้สมตุ้ยจะดราม่าเสียให้ได้ ซาบซึ้งจริงๆที่ได้รู้ว่าความรู้จิ๊ดจิ๋วของเราที่มีก็เป็นประโยชน์กับคนอื่นๆเหมือนกันนะ
ยังไงนราก็เป็นอาจารย์ใหม่ พูดจาอะไรไม่เข้าท่า สอนผิดพลาดชวนงงยังไงก็ขออภัยด้วยนะลูกศิษย์ทั้งหลาย แต่โปรดจำไว้ว่าอันที่จริงแล้วอาจารย์ไม่ได้สอนหนู หนูต่างหากที่ได้สอนอาจารย์ว่าควรทำอย่างไรจึงจะเป็นอาจารย์ที่ดีได้
รักเด็กในสังกัดจริงจริ๊งพับผ่า!