วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Ride and Shine!

มีเพื่อนดี ถือเป็นศรีแก่ตัว
เมื่อสองสามวันก่อน แอนดรูว์ เพื่อนคนอังกฤษ ที่รู้ว่านรากำลังจะย้ายบ้าน มาถามว่าอยากได้จักรยานไหม เขาเห็นมีคนโฆษณาขายอยู่คันหนึ่ง เผื่อย้ายบ้านแล้วจะได้เดินทางไปไหนมาไหนง่ายขึ้น
นราบอกว่าก็ดีนะ แต่เส้นทางอะไรก็ไม่รู้จัก ปกติเดินเอาไม่ก็รถเมล์ แถมตอนนี้ถังแตกอีกตะหาก
แอนดรูว์บอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวออกตังค์ซื้อไปให้ก่อน มีเงินเมื่อไหร่ค่อยเอามาคืนก็ได้
ใจดีสุดๆ
สรุปว่าวันนี้เลยได้จักรยานใหม่มาคันนึง จริงๆไม่ใหม่หรอกเพราะเป็นของมือสองอะนะ แต่สำหรับเรามันใหม่เพราะไม่เคยใช้มาก่อน
สีม่วงตะแหลนแป๋น เหมาะกับเจ้าของตอแหลๆแบบเราดี

เจ้าของเก่า ท่าทางจะเป็นนกกระยาง
อานนั่งยกสูงมากกกกก ขึ้นไปนั่งแล้วตูดกระดกเหมือนตลกคาเฟ่ ต้องให้แอนดรูว์ช่วยไขลงให
จักรยานขายมาพร้อมกับล็อก ล็อกเหนียวมาก ทั้งดันทั้งดึง กด กระชาก บิด หมุน กว่าจะไขเสร็จก็ท้องพอดี ไขล็อกนี่เหนื่อยกว่าปั่นจักรยานอีก มือดำหมด
เพราะว่าไม่ได้ปั่นจักรยานมานานมาก ถ้าจำไม่ผิดครั้งสุดท้ายที่ปั่นคือม.ปลาย ห้าปีกว่าแล้วอ่ะ
พอขึ้นไปนั่งบนจักรยานใหม่ มันก็ยังปั่นได้นะ แต่ไม่แข็ง
ปั่นแล้วสั่นๆเหมือนสาวพรหมจรรย์ต้องมือชาย เพียงแต่อันนี้ถ้าพลาดท่าเสียทีคือตายลูกเดียว แบบว่าพุ่งหลาวลงเนิน หรือรถเมล์คาบไปแดก
ทั้งจักรยาน ล็อก และแถบสะท้อนแสง รวมแล้วราคา 20 ปอนด์ ถูกมาก
มิน่าตาแอนดรูว์ถึงได้ตื่นเต้นนัก อยากให้ซื้อ แถมเป็นจักรยานกึ่งเสือภูเขาด้วย มีเกียร์ห้าเกียร์ ถ้าโซ่มันตกร่องทีก็ไม่รู้จะทำไง
.
พอดีว่าตอนแอนดรูว์เอาจักรยานมาให้ นรากำลังจะออกไปซื้อของกินเข้าหอพอดี เลยได้ลองของใหม่แบบชวนตาย ปั่นข้ามเมืองไปซื้อของ
โอ๊ยยยยน่ากลัวมาก ปกติที่ไทยก็ไม่ค่อยได้ปั่นจักรยานออกถนนใหญ่อยู่แล้ว ยิ่งมาอยู่นี่เส้นทางอะไรก็ไม่คุ้น รถรา ไฟจราจรอะไรก็ไม่คุ้น กลัวจะตายห่า ปั่นไปเหงื่อออกเต็มเลย เวลาจะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาเขาต้องยกมือขอทาง นราไม่ยกอะ ไม่กล้าปล่อยมือ เสียวล้ม
ใช้สมาธิหนักมาก ยิ่งกว่าอ่านหนังสือสอบอีกให้ตาย
ก็ต้องค่อยๆฝึกต่อไป ถ้าไม่เห็นมาอัพบล็อกอีกก็อาจจะแปลว่าตกจักรยานฉิบหายไปแล้วนะคะ
.
ก่อนหน้านี้ ไม่ค่อยได้ไปว่ายน้ำแล้ว
เหตุผลหลักคือขี้เกียจเดินไกลๆ ตอนนี้มีจักรยานแล้ว อ้างไม่ได้ละ
แต่ก็ดีเหมือนกันจะได้ใช้ค่าสมาชิกให้มันคุ้มหน่อย
จ่ายแต่ไม่ไป บ้านรวยหรือไงอีนี่
.
อึดอัดพุงง่ะ

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Money Is A Biggie!

ใครที่รู้จักนรา
จะรู้ว่านราเป็นมนุษย์ที่จัดการอะไรให้เป็นระเบียบได้เฮงซวยมาก เลินเล่อที่หนึ่ง ผลัดวันประกันพรุ่งอีกอ่ะ พูดง่ายๆคือเป็นคนชุ่ย เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แก้ไม่หาย บางทีก็ซวยเพราะความชุ่ยของตัวเอง บางทีก็ต้องมานั่งเสียใจทีหลังกับความไม่รอบคอบ
เอาเป็นว่าวันนี้ขอเอาเรื่องที่เพิ่งเกิดสดๆร้อนๆ มาแฉเป็นอุทาหรณ์แล้วกันนะ
เผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครก็ตามแต่ที่กำลังจะมาอังกฤษ แล้วเปิดบัญชีที่นี่
.
ตอนนรามาอังกฤษใหม่ๆ แน่นอนว่ายังไม่มีบัญชีเป็นของตัวเอง
ไปไหนมาไหนพกเงินเป็นฟ่อน จนล่วงเข้าเดือนพฤศจิกายนแล้วนั่นแหละถึงได้มีบุญตามเพื่อนไปเปิดบัญชีกับเขาบ้าง ได้บัตรเดบิตมาใบหนึ่ง
ไอ้บัตรนี้มันช่างแสนสบาย เงินสดไม่พอก็รูดเอาก่อนได้ สะดวกเหลือแสน
แถมใช้ซื้อของทางอินเตอร์เน็ทได้อีกแน่ะ
นรา จากเด็กน้อยหลังเขาที่ไม่รู้เรื่องห่าเหวอะไรเกี่ยวกับเงินพลาสติกเลย ก็มีความสุขกับความสะดวกสบายที่ว่านี้มาก
.
พออยู่นานไป เริ่มชิน เริ่มมีการซื้อของซื้อบริการผ่านการหักเงินโดยตรงจากบัญชี
เช่น ฟิตเนสเซนเตอร์ กับค่าโทรศัพท์ ถึงเวลามันก็จะหักเงินออกโดยอัติโนมัต
นี่แหละ จุดเริ่มต้นของเรื่อง
เอาง่ายๆเลยคือ นราเอาเงินประจำเดือนที่ได้จากม.ที่ไทยย้ายไปใส่ในบัญชีอังกฤษไม่ทัน มันตัดเงินค่าโทรศัพท์ไปก่อนแล้ว
ซึ่งตอนนั้นในบัญชีเหลืออยู่สามปอนด์ ค่าโทรศัพท์สิบสามปอนด์ มันจะไปพอได้ยังไง
เงินในบัญชีก็เลยกลายเป็นติดลบสิบปอนด์กว่า ซึ่งตอนนั้นนรายังไม่รู้ เพราะนานๆจะเข้าไปเช็กแบงค์สเตตเมนท์ออนไลน์ซะที
หลังจากนั้นสิบวัน เงินมา นราถึงได้ย้ายเงินจากบัญชีกรุงไทยไปใส่บัญชีธนาคารอังกฤษ สามร้อยปอนด์
.
ปรากฏ เมื่อวานนี้ ได้รับจดหมายจากธนาคาร บอกว่าเราใช้เงินเกินบัญชี ถือว่าเป็น overdraft service คือทางธนาคารออกเงินส่วนที่เกินมาให้ก่อน โดยจดหมายที่ว่าเนี่ย บอกว่าให้ใช้เงินคืนให้เร็วที่สุดด้วย ซึ่งก็ไม่มีปัญหา เพราะนราเอาเงินเข้าบัญชีไปแล้ว
แต่ๆๆๆ จดหมายแผ่นที่สองนี่สิ ทำเอาขนหัวร่วงกราว ตรงไหนมีขนมันร่วงหมด เพราะมันเป็นจดหมายอธิบายค่าปรับของธนาคาร
1. เมื่อใช้เงินเกินบัญชี จะมีค่าปรับรายเดือนทันที สิบห้าปอนด์
2. ทันทีที่ให้ธนาคารออกเงินให้ก่อน ธนาคารจะถือว่าเป็นการกู้ยืม เพราะงั้นเงินที่ยืมไปคิดดอกเบี้ย 1.48%
3. และควรจะโอนเงินส่วนที่ต่างเข้าบัญชีทันที เพราะมันชาร์จวันละหกปอนด์สำหรับยอดเงินไม่เกินยี่สิบห้าปอนด์ และมากกว่านั้นตามสัดส่วน
โหดฉิบหาย ยืนอ่านจดหมายนี่รู้สึกได้เลยว่าเลือดไหลซิบๆลงมาตามแผลที่โดน ตัวงี้แบนเลย โดนรีดไถ (แต่ถึงไม่รีดก็แบนอยู่แล้ว)
บอกตามตรงวินาทีนั้นใจสั่นมาก มือเท้าเย็น ปากชา หิวข้าวด้วย ใจหวิวๆ พยายามปลอบใจตัวเองว่าเค้าคงไม่ปรับเรามั้ง เมื่อวานเข้าไปเช็กยอดเงินก็เห็นมีเท่าที่ถอนใช้ไป ไม่มีโดนปรับหนิ แต่อีกใจก็บอกว่า ถ้าเขาไม่ปรับเมิงแล้วเขาจะส่งจดหมายมาบอกเมิงทำไม
ปรึกษาเพื่อนอังกฤษ เขาก็บอกว่าให้โทรไปถามจะดีกว่า
นราก็โทรไป ด้วยใจที่สั่นไหวและมือที่สั่นเทา
.
คุยเสร็จ เครียดเลย ปวดหัว
สรุป โดนชาร์จจริงๆ 75 ปอนด์เนื้อๆ
ค่าปรับรายเดือน 15 ปอนด์ ค่าปรับรายวัน วันละหกปอนด์อีกสิบวัน เป็น 60 ปอนด์ สิริรวมเลขสวยแต่ซวยคนจ่ายคือ 75 ปอนด์
จะหักออกจากบัญชีเดือนกันยา
นราเพิ่งโดนฟิตเนสเซนเตอร์ชาร์จเพิ่มไปจนถึงเดือนกันยามาหยกๆเพราะไปยกเลิกสมาชิกไม่ทัน จะโดนอีกแล้วหรอเนี่ย จ่ายพร้อมกันทั้งค่าฟิตเนสทั้งค่าปรับเดือนหน้านี่ แดกขยะเปียกแน่ๆ
วิงเวียน ตาลาย ไม่รู้จะทำไง เลยโทรถามเพื่อนคนเดิม เพื่อนบอกไปคุยที่สาขาที่เราเปิดบัญชีไป
.
นราขึ้นรถเมล์ เชื่อมั้ยจำไม่ได้เลยมาถึงเมืองได้ไง เมื่อไหร่ คือมันเหม่อมาก ในหัวคิดแต่ว่า ทำไมๆๆๆๆกูถึงได้ชุ่ย ทำตัวเองซวยเป็นประจำอย่างนี้วะ
เงินตั้งขนาดนั้น ไอ้มีจ่ายนะมีอยู่หรอก แต่มันจะไม่เหลือแดกไง ถึงได้เครียด
ทุกวันนี้ก็แทบจะต้องขโมยอาหารเพื่อนกินอยู่แล้ว
เตรียมเอกสารไปบาน แต่งตัวเรียบร้อย สร้างภาพว่าปกติชั้นไม่ได้ยากจนจนต้องรูดเงินเกินหรอกนะยะ แต่มันเป็นอุบัติเหตุ
ไปถึงก็ทำหน้าน่าสงสารสุดฤทธิ์ เล่าให้เขาฟังอย่างละเอียดว่างี้ๆๆๆ เงินจากไทยมันมาไม่ทันค่ะ เพราะงั้นเดี๊ยนไม่ผิดนะคะ อีกอย่างตอนเปิดบัญชีไม่เห็นมีใครบอกเลยว่าใช้เงินเกินจะโดนปรับหลังอานอย่างนี้
เจ้าหน้าที่เขาก็อ่านๆๆ พยายามหาช่องโหว่ของสัญญาให้เรา สุดท้ายก็บอกว่า เพราะเราไม่เคยเบิกตังค์เกินมาก่อน คราวนี้จะยกเลิกให้ แต่ห้ามใช้เงินเกินอีกภายใน 12 เดือน คราวนี้ช่วยไม่ได้แล้วนะ
นรานี่พยักหน้าด๊กๆๆเหมือนนกหัวขวาน แทบจะคลานไปกราบตีนเขาอยู่แล้ว อะไรก็ได้ค่าขอให้ไอ้เงินจำนวนนี้มันไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกับหนูเป็นพอ
สุดท้าย ถือว่าสวรรค์ยังเมตตา ฟ้ายังมีใจ รอดตัวมาได้ ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนหน้า ไม่ต้องแดกแกลบแทนข้าว
.
ข้อคิดประจำวัน
แบงค์อังกฤษ โคตรโหด โปรดระวัง
เงียบๆ หงอยๆ ไม่เรื่องมาก
แต่ชาร์จทีแม่งเอาตาย
นราก็ได้บทเรียนแล้ว จากนี้ไปคงระวังตัวให้มากขึ้น รอบคอบมากขึ้น
จำไปอีกนานค่ะ

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

"D" Is for the Devil

เดือนพฤษภาและมิถุนาที่ผ่านมา
ชีวิตมีความสุข สนุกสนาน เบิกบานหาใดเสมอเหมือน
ทุกวันไม่ทำอะไรนอกจากกิน นอน ดูชิงร้อยชิงล้านในยูทูป ดูซีรีส์เกาหลี เคโรโระ
วันนี้ ณ ขณะนี้ เดือนสิงหาคม
ถึงเวลาชำระหนี้ค้างจ่ายแล้ว
สม
.
วิทยานิพนธ์ค่ะ Dissertation พิมพ์ไปแสยงมือไป คำต้องห้ามจริงๆคำนี้
ได้ยินคนพูดถึงแล้วจะเกิดอาการมือเท้าเกร็ง ปากบิด ตากระตุกทันที
มันมารอตั้งนานแล้วแหละ เราไม่ทำเอง
โทษใครไม่ได้
ที่ผ่านมาก็อ่านบ้าง ค้นหนังสือมารวมๆไว้มั่ง
คือทำเหมือนขยัน เดินไปหอสมุด อุ้มกลับมาเต็มอ้อมแขน แล้วเอากลับมาตั้งไว้เป็นสิริมงคลที่หัวนอน ไม่ทำห่าอะไรกับมันเลย
ตอนนี้ผลัดวันประกันพรุ่งไม่ได้แล้ว เพราะเวลาน้อยลงทุกที
ภาพที่ท่านจะได้เห็นต่อไปนี้ เป็นภาพจริงจากสถานที่จริง ไม่ผ่านการตัดต่อ ตกแต่งใดๆทั้งสิ้น
เพื่อแสดงให้เห็นว่า คำคำเดียวอย่าง Dissertation ส่งผลต่อชีวิตคนได้มากแค่ไหน
เชิญทัศนา
.
เริ่มที่โต๊ะทำงานก่อน
ตอนนี้มันไม่ใช่แค่โต๊ะทำงานแล้ว แต่เป็นเหมือนห้องเช่าในตัว
เริ่มจากมุมซ้ายสุด
กระป๋องน้ำ ถ้วยชามอาหารที่เอาเข้ามากินในห้องแล้วยังไม่ได้เอาออกไปล้าง วางกองเป็นหอไอเฟล
บางถ้วยมีฟอซซิลเกาะติด น่าเก็บรักษาเป็นวัตถุโบราณของชาติมาก
พัดลม เปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา มอเตอร์จะไหม้แล้วมั้ง
ตรงกลางเป็นกองหนังสือโน้ต เอกสาร ข้อมูลสรุปย่อ ทุกอย่างกองรวมกันเป็นตั้ง
เงยหน้าขึ้นมาก็เป็นโน้ตย่อ โน้ตเตือนความจำทั้งหลาย รวมทั้งพวกตัวอย่างงานเขียน กฎกติกามารยาทกอล์ฟทิปทั้งหลายทั้งปวงอยู่บนนั้นหมด
เรียกว่าหลอกหลอนแบบสเตอริโอเซอราวด์
ปิดท้ายด้วยคอมพิวเตอร์ตัวเดิม ที่ตอนนี้เป็นทั้งชีวิต เป็นทั้งวิญญาณไปแล้ว ใครก็ห้ามแตะคอมกรู หวงยิ่งกว่าปู่โสมเฝ้าทรัพย์อีก

ภาพต่อไปไม่อยากเปิดเผยเลย
อายนะเนี่ย
แต่เอาเหอะ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้รู้ว่าชีวิตนักเรียนนอก (ชุ่ยๆ) มันเป็นยังไงมั่ง นราพร้อมพลีชีพค่ะ
คาดว่าหลังเอนทรี่นี้ออกไป คงหาผัวไม่ได้อีกเลยทั้งชีวิต
ผู้หญิงอะไร ชุ่ยชะมัด
.
ครั้งสุดท้ายที่พับผ้าห่มคลุมเตียงเรียบร้อย
คาดว่าน่าจะเมื่อสามร้อยปีก่อนคริสตศักราชที่แล้ว
ไม่ได้จัดเตียงนานมาก
โปรดสังเกตหัวเตียงก็เลอะเทอะพอกัน
คือติดนิสัยนอนอ่านหนังสือ ง่วงก็แว้บ เอื้อมมือข้ามหัวเอาหนังสือไปแปะไว้ตรงหัวเตียง ชนทั้งตุ๊กตา นาฬิกาอะไรระเนระนาดไปหมด
และเนื่องด้วยโต๊ะมันเต็มแล้ว อย่างที่เห็นเมื่อกี๊
ก็เลยไม่มีที่จะกินข้าว
เลยต้องมานั่งกินบนเตียงแทน
ห่อขาวๆที่เห็นอ่ะ คืออาหารที่สั่งมาค่ะ
ไม่มีเวลากระทั่งจะออกไปซื้อของสดมาตุน อาหารในตู้เย็นเกลี้ยงแล้ว เหลือผักสลัดเหี่ยวๆอยู่ห่อเดียว


ด้วยความที่เหนื่อย
ออกไปข้างนอกมา สัมภาษณ์เพื่อนบ้าง ให้เพื่อนสัมภาษณ์บ้าง ไปหอสมุดบ้าง
พอกลับมามันก็หมดแรง หมดอารมณ์
สะบัดรองเท้ากองๆไว้อย่างที่เห็นเนี่ย
ตีนก็มีอยู่สองตีน ไม่รู้จะมีรองเท้าเยอะอะไรนักหนา
อืม จะบรรยายความเหนื่อยยังไงดีนะ
เคยไหม ที่เหนื่อยกลับมาแล้วคิดว่าจะอาบน้ำกินข้าวก่อน แล้วทำงานนิดนึงแล้วค่อยนอน
แต่พอนั่งบนเตียงปุ๊บ เหมือนเตียงมันดูดพลังงานที่เหลืออยู่น้อยนิดของเราออกไปหมดเลยอ่ะ
ถึงเวลานั้นสิ่งเดียวที่ทำได้คือ ล้มตัวลงนอน เหมือนเวลาช้างล้ม
ไม่ต้องนับ 1 2 3 TKO น็อกเอ๊าท์ในเวลาไม่ถึงนาที
.
สภาพร่างกาย อย่าเห็นจะดีกว่า
อ้วนอีกแล้ว
เพราะเหนื่อยเกินกว่าจะหอบสังขารไปว่ายน้ำ
ไม่ออกกำลังกาย แต่กินเท่าเดิม มันจะไปเหลืออะไร ก็เบอะอะดิ
ออกรอบๆเอวเหมือนห่วงยาง อึดอัดมาก เวลาเอี้ยวตัวอะไรก็รู้สึกได้ว่ารอบตัวเรามีชั้นมันหมูหนาๆพอกอยู่
นอกจากนี้ก็มีสภาพสิวขึ้น ยิ่งเฉพาะพอใกล้ช่วงนั้นของเดือนจะระเบิดเหมือนสนามรบเวียดนาม
โทรมค่ะ ข้อมือก็มีปัญหา
อาจจะเพราะคอมมันตั้งไม่ได้มุมที่ถูกต้อง เวลาพิมพ์แล้วฝืนข้อมือ
โอ้เอ๋ย กว่าจะได้ปริญญาโทนี่เราต้องแลกด้วยอะไรมั่งเนี่ย
เหนื่อยจังเลยยย

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

The Great Yorkshire Show #2

ม่ะ ภาคสอง มาต่อกันให้จบ
ความเดิมตอนที่แล้ว นราเดินดูแต่ดอกไม้ผลไม้ ทั้งๆที่ธีมหลักของงานคือปศุสัตว์ การประมูลพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ประกวดเนื้อสัตว์
ออกมาจากโซนพืชผักผลไม้ ก็เดินย้อนฝ่าฝูงชนมหาศาลออกไปข้างนอก ฟ้าเริ่มท่าทางไม่ค่อยดี ลมก็เริ่มพัดแรงขึ้น รู้สึกดีใจที่ใส่เสื้อแจ็กเก็ตหนังสีน้ำตาลมาด้วย ตอนแรกก็บ่นแหละว่าร้อนอิบอ๋าย ถึงตอนนี้ดีใจจริงๆที่ใส่ไว้
.
เดินมาถึงเวทีใหญ่ๆ เขากำลังแข่งขันตัดขนแกะกันอยู่
ผู้เข้าแข่งขันต้องลากแกะออกมากล้อนขนให้มากและเนี้ยบที่สุดภายในเวลาที่กำหนดไว้
ยืนๆดูไป ขำก็ขำ สงสารก็สงสารแกะ
แบบมันยืนอยู่ในคอกของมันดีๆ เคี้ยวหญ้าเคี้ยวฟางอะไรของมันไปเรื่อย อยู่ๆก็โดนจับลากออกมาจากคอก จับหงายท้อง แล้วโดนปัตตาเลี่ยนไถแครกๆๆๆ แป๊บเดียวเกลี้ยง
บางตัวเหมือนจะงงๆ ตั้งตัวไม่ทัน อารมณ์ประมาณ เห อะไรเหยอ
แต่บางตัวนี่ดิ้นสุดฤทธิ์ เตะ ถีบ ดิ้นเหมือนนางเอกตอนจะโดนตัวร้ายปล้ำยังไงยังงั้น
พอถลกขนออกมาได้เป็นแผ่นใหญ่ๆ ก็จะมีผู้ช่วยในเสื้อเขียวคอยช่วยเอามาคลี่ให้เป็นผืน แล้วม้วนๆกองไว้รวมกัน มีลุงเสื้อฟ้าเป็นกรรมการคอยดู
การตัดขนแกะเนี่ยนราว่าเป็นสกิลอย่างนึงเลยนะ เพราะขนแกะแต่ละพันธ์มันไม่เหมือนกัน แถมดีกรีความพยศของแกะก็ไม่เหมือนกันอีก
ตัดลึกเดี๋ยวโดนหนังแกะ ตัดตื้นเกินก็ได้ขนแกะไม่หมด
ชาวนาที่มาแข่งนี่มือฉมังล้วนๆ
กล้อนเสร็จ แกะนี่เย็นสบายไม่ต้องพึ่งซันซิลค์เลย
เกลี้ยง เป็นสีชมพูอ่อนๆ กลับเข้าคอกไปอย่างมึนๆ
ไหนๆก็เดินมาโซนแกะแล้ว ก็เดินเล่นดูน้องแกะไปพลางๆ
แกะที่เอามาโชว์ มีทั้งแบบที่ชนะได้รางวัลสุดยอดแม่พันธ์พ่อพันธุ์ พวกนี้ก็จะตัวใหญ่ อวบอ้วนสมบูรณ์ ดูแข็งแรงมาก
แล้วก็แบบที่เลี้ยงไว้เพื่อกิน พวกนี้มักจะเป็นลูกแกะ น่ารักๆ
เห็นแววตาแล้วสงสาร เมิงจะรู้ไหมว่าที่เขาประคบประหงมเมิง เอาหญ้าเอาน้ำให้กิน ก็เพื่อจะแดรกเมิงในวันหน้า
เกิดเป็นสัตว์ต้องทำใจอย่างเดียว
.
ยืนขำแกะตัวนี้นานมาก
แกะปลิ้น
ปลิ้นออกมานอกกรง
ที่เห็นนี่คือเขาเอาสีข้างถูกรงอยู่ ถูไปถูมา
นานมาก สันนิษฐานว่าคัน แต่เกาไม่ถึง ติดพุง

ปอเปี๊ยะแกะ
หนึ่งในลูกแกะดวงจู๋ ผู้ไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง
วันนั้นอากาศค่อนข้างเย็น เพราะลมแรง เจ้าของเลยต้องเอาผ้ามาคลุมให้ แต่เห็นแกะตัวใหญ่ๆนอนหอบลิ้นแดงกันใหญ่

ตูดแกะ
ใหญ่มาก
ใครจะไปนึกว่าตูดแกะจะบานได้ขนาดนี้

แกะหน้าดำ
พยายามจะจำชื่อพันธุ์ แต่นึกไม่ออกวุ้ย

มีแกะประหลาดๆด้วย
อันนี้แกะดำ มีเขา
แล้วก็มีแกะไรไม่รู้ มีเขาตั้งสี่อัน
ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรเยอะแยะ
ตัวนี้น่ารักม้ากมาก
กลมๆ ฟูๆ เหมือนปุยนุ่น
ก้มหน้าก้มตากินฟางไม่สนใจใคร
เห็นแบบนี้แล้วก็ไม่อยากกินเนื้อแกะเลย
ซึ่งปกตินราก็ไม่กินอยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่ามันเหนียวและหยาบ ไม่แซ่บ
อยู่ในคอกแกะประมาณครึ่งชั่วโมง ออกมาหูชาไปเลย
แกะมันร้องตลอดเวลา
ตัวเดียวไม่เท่าไหร่หรอก แต่พอหลายๆตัวมันแบรรรร่นี่สิ
เสียงเหมือนมีคนเป็นร้อยๆเรอพร้อมกัน
แบรรรรร่ะะะ เบร่อออออ เอริ่กกกกก
.
ถัดไป เป็นคอกหมูอู๊ด
หมูอู๊ดใหญ่มั่ก หมูอู๊ดเหม็นมั่ก
และไม่เห็นตัวไหนทำอะไรนอกจากนอน
ชะโงกไปดูกี่ตัวกี่ตัวก็นอนท่าเดียวกันหมด ท่าบังคับ
หมูอู๊ดถ้ามันสะอาดๆมันก็น่ารักเหมือนกันนะ
ดูน้องอู๊ดตัวนี้ซิ กลมเกลี้ยงออกชมพู น่าเอามาหนุน
แถมเล่นกล้อง ชะมดชะม้อยหางตาให้อีกตะหาก
หมูอู๊ดตัวนี้ เป็นหนึ่งในแม่พันธุ์ที่ได้รับรางวัล
หญ่ายมาก หญ่ายจนน่ากลัว
เกือบๆสองเมตรได้ละมั้ง
จริงๆมีอีกตัว ที่ไม่ได้ถ่ายรูปมา
เพราะมัวแต่ตกตะลึงจนลืม
โคตรใหญ่ โคตรของโคตรใหญ่ เกิดมาไม่เคยเห็นหมี เอ๊ย เห็นหมูที่ไหนใหญ่ขนาดนี้
หล่อนเป็นแม่พันธุ์ลาร์จไวท์ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าใหญ่
ตัวยาวเกินสองเมตรอ่ะค่ะ ขานี่เป็นกล้ามเนื้อมัดๆ อ้วนๆ
คือถ้าเมิงเหยียบยอดอกกรูนี่ อกทะลุผลุไปถึงสันหลังแน่นอน
.
ที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาอีกอย่างคือปศุสัตว์ พวกวัว
พอได้เห็นแล้วก็เข้าใจว่า ทำไมพ่อซิมบ้าในเรื่องเดอะไลออนคิงถึงได้ตาย ตอนโดนฝูงวิลเดอร์บีสท์วิ่งเตลิดมาทับ
ก็วัวแต่ละตัวมันใหญ่ซะขนาดนี้ ไม่ตายก็แปลกแล้ว
คือวัวใหญ่มาก จะบอกว่าใหญ่เท่ารถคันนึงก็คงจะเว่อร์ไป แต่ที่แน่ๆใหญ่ประมาณยาริสหรือแจ๊ซแน่นอน
เห็นแล้วถึงกับกลัว ต้องเดินห่างๆ
ปีเตอร์ผู้ใจดี พานราไปดูตู้ประกวด Carcass แกะ หรือพวกเนื้อที่เขาแล่ออกมาแต่ยังมีโครงอยู่ ยังไม่เลาะเป็นก้อนๆ แผ่นๆ คือยังเห็นเป็นรูปร่างตัวสัตว์อยู่นั่นแหละ เหมือนที่เขาแขวนไว้ในห้องเย็น
แล้วปีเตอร์ผู้ช่ำชองการชำแหละ ก็อธิบายให้ฟังว่า เวลาประกวดเขาดูเนื้อกันตรงไหน ไขมันตรงสะโพกต้องหนาบางยังไงถึงจะดี ความหนาของซี่โครงต้องเป็นยังไง
ดูนานๆ นึกถึง Resident Evil ซะงั้น หลอนเหมือนกันนะ เห็นเนื้อสดๆ เป็นรูปร่างแกะไม่มีหัว ห้อยโตงเตงเป็นแถวๆน่ะ
.
ขากลับ นรกบนดินดีๆนี่เอง
หาชานชาลาไม่เจอ เพราะมันเป็นสถานีเล็กมาก แถมปีเตอร์ก็ไม่ได้มาด้วยเพราะต้องทำงานต่อ กว่าจะตรัสรู้ว่ามันต้องเดินข้ามถนนแล้วมุดลงสะพานลอดข้างใต้ก็เสียไปเป็นครึ่งชั่วโมง แน่นอนไม่ทันรถไฟฮ่ะ รถไฟไปยอร์กมาแค่ชั่วโมงละขบวน ก็นั่งรอไปเหอะ ลมก็แรง หนาวก็หนาว
ขึ้นรถไฟมาถึงยอร์ก โอ้สวรรค์ชิงชังฉันหรือไร
ฝนตกทันที
ไม่ใช่ตกแบบหยุมหยิมตามปกติด้วย ไม่รู้มันเป็นอะไรทำไมวันนี้ต้องตกแบบพายุเข้า ตกแรงมาก
นรายืนรอรถเมล์สี่สิบนาที รถเมล์ไม่มา ปวดฉี่ก็ปวด ห้องน้ำก็ไม่มี สุดท้ายต้องนั่งแท็กซี่กลับมหาลัย โดนไปหกปอนด์
แถมเพราะหนาวและอั้นฉี่ สุดท้ายเลยได้ของแถมมาเป็นทางเดินปัสสาวะอักเสบ เพื่อนเก่าที่เราไม่อยากเจอ
.
โมมดจิ
เมนท์ยาวๆแหละดีแล้ว นราชอบอ่าน
ไปงานนี้นราไม่ได้เสียตังค์ซื้อของกินอะไรเลยค่ะ
อยากเหมือนกัน แต่มันแพง ซื้อไม่ลง
เรื่องงาน เหอะๆ ยังไม่ถึงไหนเลยค่ะ
แต่นราก็เป็นซะงี้แหละ ไม่อนาทรร้อนใจ เดี๋ยวรอดูเดือนสิงหาสิ ไฟลนแน่ๆ
รีบๆมายอร์ก แล้วไปตะลุยหาของกินกันเถอะๆๆ