แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

Dear Passport

ช่วยด้วย
มดเข้าไปทำรังในโน้ทบุ๊กง่ะ
เดินสวนสนามกันตั้งแต่เช้าแล้ว
เอาไดรเป่าผมเป่าแล้ว ไม่รู้จะได้ผลไหม
.......................

วันนี้ไปทำพาสปอร์ตใหม่กับปาป๊ามาค่ะ
ที่สำนักงานหนังสือเดินทาง เซ็นทรัลซิตี้บางนา ชั้นบีหนึ่ง
ไปถึงก็เกือบเที่ยงแล้ว
กว่าจะวนหาที่จอด กว่าจะเดินหาสำนักงาน
ที่อยู่ในเขตลึกลับประหนึ่งเมืองลับแลเจอ ก็เที่ยงพอดี
พอไปถึงปั๊บก็เจอแบบนี้


สำนักงานหนังสือเดินทางหรือสถานีรถไฟหัวลำโพงฟะเนี่ย
นี่ยังดีนะไม่มีคนลงไปนั่งที่พื้น ไม่งั้นละใช่เลย
คนแน่นมากๆ นราได้คิวที่เจ็ดร้อยกว่าๆ
ตอนรับบัตรคิว วัดส่วนสูง กรอกเอกสารเรียบร้อย
คิวยังแหง็กอยู่ที่ห้าร้อยยี่สิบอยู่เลย

ใครที่จะไปทำพาสปอร์ตนะคะ
กรุณาเตรียมบัตรประชาชน และพาสปอร์ตเล่มเก่าไปด้วยถ้ามี
เพราะตอนนี้เขายกเลิกการต่ออายุแล้ว
ทำใหม่อย่างเดียวเท่านั้นค่ะ
และที่สำคัญ อย่าลืมปากกา สำคัญมากๆ
ถ้าไม่อยากไปเบียดเสียดแย่งปากกากันใช้กับคนอื่น
ที่สำนักงานก็มีปากกาขาย แต่แท่งละตั้งสิบบาท
(ที่เราก็ซื้อ เพราะตัวเองก็ไม่ได้เอาปากกาไป แฮะๆ)
มีบริการถ่ายเอกสารด้วย แต่นราว่าเพื่อความสะดวกสบาย
ทำไปให้พร้อมดีกว่าค่ะ

ถ่ายกับปาป๊าระหว่างนั่งรอ เบื๊อเบื่อ
ใส่สีชมพูมา เพราะหนูแนนบอกว่าสีขาวถ่ายออกมาแล้วไม่สวย


นั่งรอนานมาก คุยกันจนไม่มีเรื่องอะไรจะคุยแล้ว
ง่วง แต่จะงีบก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวเค้าเรียกแล้วเราไม่ได้ยินจะซวยเอา
คนเยอะมาก แล้วเก้าอี้มันเป็นแบบม้านั่งแถวยาวๆ
ก็ไม่รู้เป็นอะไรกัน นั่งแต่ตรงริมๆ ไม่ยอมเขยิบเข้าไป
คนอื่นจะเข้าก็เข้าไม่ได้ ต้องคืบข้างเข้าไปแบบปู เหมือนตอนจะลุกไปเข้าห้องน้ำตอนดูหนัง

เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง แล้วก็สองชั่วโมง
โคตรทรมาน
หนังสือก็ไม่มีอ่าน เอ็มพีสามก็ไม่ได้เอามา
นั่งมองหมายเลขบัตรคิวสีแดงๆ มันกระพริบเลื่อนไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย
จะมีเจ้าหน้าที่จะออกมาขานหมายเลข เรียกให้เข้าไปนั่งรอในอีกห้อง
แล้วไอ้เลขแดงๆ นั่น มันก็เป็นคิวของคนที่ได้เข้าไปในห้องนั้นแล้ว
ไม่ใช่ของคนที่นั่งรอข้างนอก
แล้วมรึงจะเอามาติดไว้ข้างนอกให้คนเขางงทำไมวุ้ย

อุ๊ย ถึงคิวนราแล้ว
นราผุดลุกว่องไว
กระบวนการถ่ายรูป สแกนลายนิ้วชี้ซ้ายขวา และตรวจสอบเอกสาร
เสร็จในสิบห้านาที
รู้สึกเหมือนไม่คุ้มอย่างแรง นั่งรอตั้งนานแน่ะ
แต่คนโต๊ะข้างๆ น่าสงสารกว่า
ทะเบียนบ้านเขามีปัญหาอะไรสักอย่าง
เจ้าหน้าที่บอกให้ไปเอาสำเนาทะเบียนบ้านอันเก่ามาด้วย
แล้วให้มาทำใหม่วันหลัง
....................
นราพูดแทนให้
"ฮื้ออออ เอาสองชั่วโมงของกรูคืนม้าาา"

ค่าทำพาสปอร์ต หนึ่งพันบาทถ้วน
ถ้าไม่อยากมารับที่สำนักงานเอง เขาก็จะส่งให้ทางไปรษณีย์
เพิ่มอีกสามสิบห้าบาทค่ะ ได้ในห้าถึงเจ็ดวัน
ให้บอกที่เคาน์เตอร์ตอนรับบัตรคิว
เขาจะให้แบบฟอร์มมากรอกที่อยู่จัดส่ง

บ๊ายบายคุณพาสปอร์ตเล่มเก่า
โดนแต๊มแคนเซิ่ลซะแล้ว


ขอบอกว่าหิวมาก มากกก
ลากปาป๊าไปกินฟูจิ เพราะตอนนั้นยังไม่บ่ายสาม
ถ้าสั่งอาหารชุดจะได้ชาหรือกาแฟเย็นหนึ่งแก้ว กับผลไม้ฟรี
หน้าร้านเขามีตู้ใส่ตุ๊กตา น่ารักมาก
อันนี้เป็นสิบสองนักษัตรมั้ง


อุ๊ยๆ นราชอบอันนี้ค่ะ
เหมือนเป็นเจ้าหญิงเจ้าชายแมว ใช่อ๊ะเปล่า
มันมีสำรับอาหารอันเล็กๆ น่ารักตั้งอยู่ด้วย
อยากเก็บสะสมแบบนี้มั่งจังเลย



พอพูดถึงแมว ก็เลยนึกขึ้นได้
เวลาไปออกรายการทีวี เค้าก็ชอบเอาพวกภาพตอนเด็กๆ ของดารามาให้ดูใช่มะคะ
นราเอาของแมวนรามาอวดล่ะกัน
...........................

น้องจืด (ชื่อเดิมคือยาคูลท์ แต่ไม่มีใครเรียก) ตอนอายุได้ไม่กี่สัปดาห์


และ
.
.
.
น้องจืด ณ ปัจจุบัน อายุขวบครึ่ง
อวบอั๋น เอ๊าะๆ
โดนลวนลาม ขยำขยี้ทุกวัน
เพราะเนื้อมันเหนียว หนืด นุ่ม วุ้ย มันเขี้ยว


อันนี้ไม่ใช่แมวเรา แต่ก็ยังอยากจะอวด ฮ่าาา
เป็นน้องแมวที่บ้านเติ้ลค่ะ
ตอนนี้โตกันหมดแล้ว แต่ตอนเล็กๆ น่ารักม้ากกก


ตอนนี้มีตัวนึงกำลังท้องอยู่
นราก็รอลุ้น (เหมือนเป็นแมวตัวเอง) ว่าลูกแมวจะออกมาเป็นยังไง
ตื่นเต้นๆ อยากเล่นลูกแมวแล้ว
..............................

หมู้ว
แหม ตื่นเช้ามาทำอะไรน่ะ
รู้นะๆ
ว่าแต่ลืมสามห้าสามห้าของอุ้ยรึเปล่า อิอิ
แล้วถ้าจับหนอนมาใส่เค้า
เค้าจะเอาแมงสาบใส่ไว้ในผ้าเช็ดตัวของเติ้ล คอยดู๊

หนูแนน
นราก็เคยเลี้ยงหนอนอ้วนนะคะ ตอนม.ต้น
ไม่รู้แนนจำได้ป่าว นราเคยเอาไปโรงเรียนด้วย
แต่ไม่รู้มากลัวตั้งแต่ตอนไหน
เอ๊ะ ไม่ได้กลัวสิ แค่ไม่ชอบ ฮึๆ

หมูหวาน
ทำไมอ่ะ เค้กเกาหลีแพงเหรอ
อย่าไปสนใจจิ
คติของเราคืออะไรลืมแล้วเหรอ
"กระเป๋าแหกดีกว่าไม่ได้กิน"
ฮ่าๆๆๆ

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552

The Day I Met "Death"

ช่วงนี้อากาศมันร้อนขึ้นทุกที ทุกที
เจ็ดโมงเช้านั่งรถเมล์ไปทำงาน รู้สึกเหมือนถูกส่งไปค่ายกักกันนาซี
ที่เมืองยุ่นปี่ ซากุระคงกำลังทยอยบาน
(เห็นเขาว่าปีนี้บานเร็วกว่าปกติ คงเป็นเพราะโลกร้อนกระมังคะ)
นรารู้สึกอิจฉาคนหน้ากลมที่อยู่เมืองยุ่นเป็นกำลัง
เอาน่ะ ชมพูพันทิพย์บ้านเราก็พอไหวนะ
เอามาหลอนตัวเองไปก่อน
คล้ายๆกันแหละ
อยากหาผ้าพันคอกับบู๊ทไปใส่ยืนใต้ต้น ทำฟีลให้เหมือนอยู่ญี่ปุ่น
ใต้ร่มซากุระ (เทียม)
แต่ก็กลัวพี่วินมอไซค์แถวนั้นพาส่งศรีธัญญา...


เมื่อวานนี้ ละครเวทีของมหาลัยกรุงเทพ เปิดรอบปฐมฤกษ์
"Dear Death เยิรพระยม"
คนสำคัญ คนใหญ่ คนโต ท่านทูต คุณหญิง คุณนาย มาเพียบ
บอกตรงๆ เครียด ทำตัวไม่ถูก
รู้สึกตัวเองเซอะซะ เกรอะกรังอย่างกับเป็ดน้อยหลงมาในหมู่หงส์


จัดแสดงที่โรงละครอักษรา ตึกคิงพาวเวอร์
ชั้นล่างเป็นร้านค้าปลอดภาษี
อาซิ่ม อาม่า เตี่ยใครต่อใครเดินช้อปพลางส่งภาษาช้งเช้งลั่นไปหมด
ข้างบนเป็นโรงละคร หรู เรียบ เงียบ
(มีเสียงโหยหวนของนักแสดงที่กำลังซ้อมลอยมาเป็นครั้งคราว)
โคตรจะ Contrast กันเลย


ก่อนเข้าชมละคร มีดินเนอร์แบบค็อกเทลบริการให้แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน
แต่ขอโทษ บ้านฉันเขาไม่เรียกอย่างนี้ว่าดินเนอร์นะยะ
ชิ้นกระจุ๋มกระจิ๋ม น่ารักน่าเอ็นดู จัดมาแนวอาร์ทนูโวมาก
กินเข้าไปสิบจานจะถึงครึ่งท้องหรือเปล่าก็ไม่รู้
เขาเรียก "แหย่พยาธิ" ย่ะ
.........................

บ่นไปงั้นแหละ กันเสียหน้า
จริงๆอยากกิน แต่กินไม่ได้
แหม ช่างเหมาะกับธีมของละครวันนี้เหลือเกินนะ
"Nothing belongs to us; Nothing should be clung to"
มันไม่ใช่ของของเรา อย่าสะเออะ เอ๊ย อย่าไปยึดติดไขว่คว้า
อ่ะ เอามายั่วน้ำลายค่ะ


แต่ด้วยพลังแห่งการอดทน อดเปรี้ยวไว้กินหวาน
ก็เลยมีบุญ โดนของแพงกระแทกปาก
ร้านชื่อไรจำไม่ได้แล้ว แต่มีคำว่า Asian มั้งนะ
ชามนี้คือ...คืออะไรก็อ่านไม่ออก อ่านออกแค่ว่ามันคือมิโสะราเม็ง
มีบะหมี่ (แน่ล่ะสิ) หมูแผ่น (มันเรียกว่าไรอ่ะ ชาชู เหรอ) ไข่ต้ม
ต้นหอมฝอยๆ แล้วก็หน่อไม้เส้น (แก๊แก่ เสี้ยนตึม)
และที่สำคัญ...ถูกสุด
และคำว่าถูกสุดหมายถึง 180 บาท ไม่รวมเซอร์วิสชาร์จ
เกิดอาจารย์เขาไม่ออกให้ขึ้นมา จะได้ไม่หน้าเขียวขอขย้อนบะหมี่คืนเขา
แต่โชคดีเป็นของเรา และความใจดีเป็นของอาจารย์
ผช.วิชาการสุดน่ารัก เลี้ยงหมดเลย เฮ.......
แถมแบ่งสาหร่ายแผ่นเท่าผ้าห่มให้ด้วย
โอววว เป็นบุญ

(ไม่อยากบอกเลยว่าสีมันเหมือน...ผลงานคนท้องเสียอ่ะ)
........................................

พอท้องอิ่ม กองทัพก็ง่วงนอน
บ้าเหรอ ต้องปฏิบัติภารกิจต่อสิยะ
ขึ้นไปรอต้อนรับแขก (ที่ไม่เห็นจะมาซะที) กันต่อ
ใกล้ถึงเวลาละครเริ่มแล้ว ก็มารับตั๋วกันแค่สองคน

เป็นไงล่ะ นี่แค่ทางเข้านะเนี่ย



ให้ทาย ว่ารูปสลักใหญ่โตมโหระทึกที่เห็นอยู่นี้ คืออะไร?
ติ๊ก ต่อก ปิ๊ก ป่อก
เดาว่าประติมากรรม หรืองานศิลปะ อะไรเทือกนั้นละซิ
ตืดดดดดด ผิดฮ่ะ
นั่นคือ ผนัง ของภายในโรงละครตังหาก
เค้าห้ามถ่ายรูปตอนกำลังแสดง เลยไม่มีมาให้ดู
นี่ถือเป็นละครเวทีเรื่องแรกของนราเลยนะ
เนื้อเรื่องก็ประมาณ ยายหลานคู่หนึ่งอยู่ด้วยกัน
ยายบอกว่าจะไปไหว้พระจุฬามณี (ประมาณว่าสื่อถึงความตาย)
แต่หลานไม่อยากให้ไป
พระยมสุดหล่อ เลยมาสอนประมาณว่า อย่ายึดมั่นถือมั่นกับชีวิตทางโลก
ความตายนั้นแน่นอน ที่พูดมาเป็นบาลีซะ 80%
ซิมโบล อุปมา อุปลักษณ์เยอะมาก
ไม่สามารถดูแบบเรื่อยๆมาเรียงๆเหมือนภาพยนตร์ได้เลย
เรามันมือใหม่ละมั้ง เลยยังตีความได้ไม่ลึกซึ้งเท่าไหร่
งานเลิกสี่ทุ่ม ถึงบ้านห้าทุ่มกว่า
ได้ฟันโอทีสมใจอยาก
สม.....น้ำหน้า วันนี้เลยตื่นสายเลย

แถมท้ายอีกเล็กน้อย
วันนี้ไปส่งป้าขึ้นรถไฟกลับบ้านที่หัวลำโพง
เดินไปเดินมา ก๊อสอยเสื้อมาตัวนึง ว่าจะใส่ไปทำงานค่ะ


ขึ้นรถไฟไป รถยังไม่ออก
ป๊ะป๋ากับป้าก็นั่งเมาท์กัน
นราไม่มีอะไรทำ เลยนั่งดูโน่นดูนี่
สักพักมีหนุ่มฝรั่งคนหนึ่งขึ้นมา เป้ลูกใหญ่เท่าบิดาควาย
หาที่นั่งเจอปุ๊บ มันก็เริ่มล้วงของโน่นนี่มาเรียง
สักพัก เจอหลอดเคาน์เตอร์เพนที่ฝาหลุด
ครีมทะลักเละเทะเต็มไปหมด มันก็เช็ดๆ
สักพักคงลืม ว่าตัวเองไปจับเคาน์เตอร์เพนมา
ก็เอามือไปขยี้ตา
......................

นั่งดูฝรั่ง "ตาเผ็ด" ฮากระจาย
อยากหัวเราะเสียงดังๆ แต่ใจไม่กล้าพอ
เพราะฮีตัวใหญ่มาก

เอวัง

ปล.
หมู
คิดถึงจัง มาเม้นบ่อยๆหน่อยไม่ได้หรือ

หนูแนน
อย่าลืมดอกซากุระทับแห้งของนรานะคะ ขอบคุณค่ะ

มุกกุ
หมู่นี้เงียบหายไปเลย เป็นไงมั่งคะเนี่ย

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552

Bye Bye -- Dewa Mata Ne!


ขอโต๊ดดด
ดองบล็อกอีกแล้ว
ต้อนรับกลุ่มนักศึกษาอเมริกันวันที่สิบแปด
ช่วยต้อนรับคณะอาจารย์จากจีนห้าสิบคน และเลี้ยงอำลาเด็กญี่ปุ่นวันที่สิบเก้า
เหนื่อยจนเดินไม่ไหว เท้าบวม หลับในรถเมล์แบบไม่รู้ตัวมาสามสี่วันแล้ว
ถึงบ้านก็พุ่งตัวไปทำทัชดาวน์บนเตียง
ไม่มีแรงอัพบล็อกจริงๆค่ะ


ต้อนรับนศ.ฝรั่งจากมหาลัยเวอร์จิเนีย
นราได้ฉายเดี่ยว พาฝรั่งทัวร์มหาลัยคนเดียวโด่เด่ ตื่นเต้นๆ
งานแรกก็เอาแล้วกรู หลงทาง
หาศูนย์คอมที่ต้องพาเขาไปชมไม่เจอ ชั้นสี่ก็แล้ว ทำเนียนเลยไปชั้นห้าก็แล้ว
สุดท้ายเลยยิ้มแหะ แหะ แล้วบอกเขาว่า
"I'm sorry, I got lost. I can't find the computer centre. Let's go somewhere else."
แล้วฉวยโอกาสช่วงที่ฝรั่งกำลังงง พามันไปที่อื่นต่อทันที


วันที่สิบเก้า เด็กญี่ปุ่นกลับมาจากค่ายที่กาฬสินธุ์
เพื่อมาทำกิจกรรมแต่งชุดไทยที่ม.กรุงเทพ ก่อนจะเป็นมื้อเที่ยงเลี้ยงอำลา
ก่อนจะเริ่ม ขออนุญาตแสดงการพัฒนาของบู๊ธทำงาน
มีกระปุกปากกา ปฏิทิน และโน้ทแล้วเห็นมั้ย ดูดีขึ้นมาหน่อย (แต่รกเหมือนเดิม)


เช้าตรู่ของวันที่สิบเก้า ไปรับเด็กญี่ปุ่นที่โรงแรมเดิม
ระหว่างรอ ก็ถ่ายรูปน้องคาเมะในบ่อมา มีอันใหญ่ กับอันเล็ก
คาเมะอันใหญ่ดูเหมือนจะมีปัญหากับการเข้าเกียร์ถอยหลังและยูเทิร์น
เพราะบ่อมันเล็ก กว้างฟุตเดียวเองมั้ง คาเมะใหญ่ตัวโตคับบ่อแย้ว
ส่วนคาเมะเล็กก็ดุ๊งดิ๊งน่ารัก เอานิ้วแหย่ลงไปก็จะงาบอย่างเดียวเลย


นี่ก็ออกมาแออัดรอรถบัสอยู่หน้าโรงแรม
โปรดสังเกตว่าเสื้อ กางเกง และกระโปรง เหมือนวันแรกที่เจอกันเป๊ะ
ถามคาซึคุงแล้ว
ได้รับคำยืนยันชัดเจนว่า ไม่ได้ซักเสื้อกันทุกคน
......


ถ้าคนไทยสมัยนั้น แต่งตัวแบบนี้จริงๆ
หนังย้อนยุคไทยคงออกมาดูไม่จืด
นึกภาพคุณหลวงเรือนทาส หล่อเหลา อิมเมจประมาณฉัตรชัย เปล่งพานิชย์
แต่งตัวแบบสามคนนี้ดูจิ
สง่าแค่ไหนก็เหมือนสายัณห์ฮ่ะ


เหมือนเป็นท่าบังคับเลยนะ ท่าไหว้เนี่ย
คุณหลวงโซเฮย์ เกือบทำอิชั้นเป็นตากุ้งยิง
ส่งเสื้อส่งกางเกงให้ปุ๊บ
หันไปอีกที กำลังจะบอกว่าใส่ยังไง
พี่แกเหลือแต่กางเกงในขาสั้นแล้ว
หนุ่มๆที่เหลือ ก็ผลัดผ้ากันเร็วมาก ได้โจงกระเบนปั๊บ รูดไอ้ที่ใส่อยู่ลงพรืดเลย
โอว เจแปน อเมซซิ่งแลนด์ จริงๆ


สาวๆ แต่งแล้วน่ารัก แอคเซสซอรีเยอะมาก ทั้งตุ้มหู ที่คาดผม กิ๊บ เข็มขัด กำไล
ซายูริจังผู้มีสไตล์เป็นของตัวเองอย่างแรงกล้า
ยืนยันไม่ยอมทาลิปสติกสีชมพูเด็ดขาด ยังไงก็จะทาสีนู้ดอยู่อย่างงั้น
จะทำผมทำไรก็ทำไป อย่ายุ่งกะปากกรู
ดูเสื้อแล้วน่าจะคันเนอะ


เด็กญี่ปุ่นน่ารักมากๆ เสียดายเหมือนกันได้เจอแป๊บเดียวก็ต้องจากกันแล้ว
เลี้ยงข้าวเที่ยง มอบประกาศนียบัตรให้เขาเสร็จ ก็ส่งเขาขึ้นรถ
เหนื่อย แต่สนุกค่ะ
ได้ของขวัญมาสองชิ้น เป็นปากกาหมึกซึมสีชมพูวาวๆ สวยมากแท่งนึง
แล้วก็แท่นเสียบปากกาพร้อมกระดาษจดอีกอัน

เสร็จทุกอย่างตอนบ่ายสอง นรากลับขึ้นออฟฟิศ
บ่ายสองครึ่ง
นราหลับคาโต๊ะ มือกำปากกาไว้หลอกตาอาจารย์คนอื่น
เผื่อจะดูเหมือนเรากำลังคิดพล็อตวางแผนงาน
ฮิ ฮิ
ดีนะไม่มีใครเดินมาเรียก

วันนี้ก็เหนื่อยเหมือนเคยค่ะ
เจอกันเอนทรีหน้านะ
ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีอะไรมาเล่าให้ฟัง

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2552

My First Big Job with Japaneses



วันนี้นราทำงานใหญ่งานแรก ต้อนรับแขกจากญี่ปุ่น เป็นนักศึกษาสิบเอ็ดคนจากโอซาก้าและฮาโรโกโมะ ที่จะมาเข้าค่ายอาสาพัฒนาที่จ. กาฬสินธุ์ เขามากันตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
และวันนี้นราก็แหกขี้ตาตื่นไปรับที่โรงแรมนี้ตอนเจ็ดโมงครึ่ง เพื่อจะพาไปชมมหาลัยและชมเมือง

โรงแรมนี้อยู่แถวบ้านเรา สภาพภายนอกดูไม่ออกเลยว่าเป็นโรงแรม
นั่งรถผ่านหลายครั้ง คิดว่าเป็นสปา ไม่ก็สำนักลัทธิอะไรสักอย่าง
ประตูหน้าโรงแรมกว้างไม่ถึงสองเมตรครึ่ง มีคบเพลิงเรียงๆ มีประตูไม้ยักษ์ พร้อมฆ้องไว้ลั่นเหมือนในเปาบุ้นจิ้น

เมื่อก่อนมันเป็นตึกแถว เจ้าของเกิดไบรท์อะไรขึ้นมาไม่รู้ ทุบทิ้งทำใหม่เป็นโรงแรมเล็กๆ สไตล์โมร็อคโค
สวยมาก น่าพักมากกก
กระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักไปหมดเลย นี่ขนาดแค่ลอบบี้กับสระว่ายน้ำนะเนี่ย



ช่วงเช้าไม่มีอะไรมากค่ะ ทัวร์มหาลัย แล้วก็ทานข้าวกลางวัน
หลังจากนั้นนรากับผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการก็พาเขาไปล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยากัน
ด้วยความที่เราคอยรั้งท้ายเพื่อเช็กคน เลยขึ้นเป็นคนสุดท้าย
ได้ที่นั่งหลังสุด
ใกล้ชิดกับเครื่องยนตร์เรือหางยาวขนาดห้าสิบแรงหมาและลำโพงเซอร์ราวด์ขยายเสียงไกด์แบบสุดๆ

สองหนุ่มนี่คือโชตะคุง และโซเฮย์คุง แอบหลับตอนล่องเรือด้วย
ซายูริจัง น่าร้ากกก
ข้างหลังหัวเหม่งๆ นั่นคือไดสุเกะคุง หนุ่มคาราเต้ใจงาม
ตอนน้ำสาดเข้ามาเปื้อน ก็ยื่นผ้าขนหนูมาให้เรายืม
เอ แต่ก่อนหน้านี้มันเอาไปเช็ดอะไรมาหรือเปล่าหว่า


นั่งเรือหางยาวแบบทรมานทรกรรมอ้อมตลิ่งชันออกบางกอกน้อย
ก็ย้ายมาขึ้นเรือที่ดูดีกว่าเดิมหน่อย เป็นเรือไม้สวยงาม
มีเสิร์ฟไหมไทยแบบไม่ใส่แอลกอฮอล์ และผลไม้ไทยเยอะแยะ
เคย์ตะคุงกับคาซึคุง เขมือบอะไรไม่รู้
แต่รู้ว่าเคย์ตะชอบกล้วยมาก ถึงกับถือติดมือลงไปด้วยจนถึงสวนลุม
ไม่รู้ติดใจอะไร ถือเฉยๆ ไม่ยอมกินด้วยนะ


พวกเด็กผู้ชายจะเพี้ยนๆ ฮาๆ อย่างโยชิฮิโรคุง
เข้ากล้องทีไร เป็นต้องทำหน้าพิลึกๆ แบบหรี่ตา แลบลิ้น ตาเหลือก ทุกที
สาวๆ น่ารักกันทั้งนั้นเลย ทั้งซายูริ ยูเมโกะ แล้วก็โทโมโกะจัง
พูดอังกฤษไม่ได้แต่ก็ยิ้มๆ แล้วเวลาเราถามอะไร ก็จะตอบกลับมาเป็นภาษาญี่ปุ่นซะงั้น

กลับถึงมหาลัย ห้าโมงครึ่ง
ลากสังขารขึ้นไปบนห้องทำงาน เขียนใบทำงานล่วงเวลา
แล้วก็ลากซากไร้วิญญาณโทรมๆ กลับบ้าน
ถ้าใครต้องกลับทางพระรามสี่ช่วงห้าหกโมง คงทราบดีว่ารถมันติดบรรลัยจักรแค่ไหน
แค่กิโลเดียว ซัดไปเกือบครึ่งชั่วโมง
ยืนโหนราวเป็นชะนีหลงป่าจนขนแทบร่วง รถก็ไม่ขยับ
แถมพอได้นั่ง เจือกหลับ นั่งเลยป้ายอีก ตั้งสามป้าย
.....
โอ้เอ๋ยชีวิตคนทำงาน
เข้าใจความเหนื่อยของแม่ขึ้นมาบ้างแล้วละ
มาถึงบ้านได้ ก็ไม่มีอะไรกิน
เลยทำแซนด์วิชอะโวคาโดกินเองค่ะ

อร่อยนะ มันๆ ดี
กินแตงโมไปเศษหนึ่งส่วนสี่ของครึ่งลูก กับเค้กหนึ่งชิ้น
ค่อยยังชั่ว
ยังเหลือศุกร์ และเสาร์ ที่เราต้องลุยทำงาน ก่อนจะได้พักวันอาทิตย์ จันทร์
คราวนี้คงได้ผอมสมใจแน่ เพราะเหนื่อย
แถมเวลาทำงานก็กินขนมไม่ได้ด้วย

วันที่สิบแปดจะมีนักศึกษาอเมริกันมาดูงาน
ไว้จะเล่าให้ฟังนะคะ
วันนี้ขอไปชาร์จแบตก่อนค่ะ บิ้ว